Tag Archives: บันทึก

อ่านบันทึกส่วนตัว

เช้าวันเสาร์ คงมีความเจ็บปวดคงค้างจากความคิดของตัวเอง จากสัปดาห์ผ่านมา

มีแต่ความคิดของเรา ที่ทำร้ายเราได้ 

 

นอนไม่พอ แต่นอนไม่หลับ 

กลับหายใจติดขัด บ้างขาดเป็นห้วงๆ 

ขุ่นมัว ขลาดกลัว กึ่งซึมกึ่งเศร้าเคล้าเซ็ง 

ความเครียดและความเบื่อหน่าย แก่งแย่งกันเสนอหน้าออกมา และแข่งขันกันยึดครองพื้นที่ในความคิด! 

 

เริ่มต้นอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง (แนบที่คั่นหนังสือมาให้ตั้งสามอันแหนะ น่ารักดีนะ) 

#บันทึกส่วนตัวซายูริ 

ข้อความของ #ซายูริ สวยงาม 

เพียงเปิดอ่านไปไม่กี่หน้ากระดาษ ความเจ็บปวดคงค้างคล้ายบรรเทาลงอยู่บ้าง  

บันทึกของเธอมีพลังในการเยียวยา 

 

คิดในใจ ขอให้บันทึกของหญิงน้อย 7ขวบ ได้เยียวยาเรา 

 

พลิกอ่าน 

เปิดพบหน้ากระดาษหนึ่งในบันทึก เธอจดเอาไว้ว่า “ฉันลืมหายใจ” 

จริงสินะ ฉันลืมหายใจ 

ยังหายใจอยู่ แต่กลับหลงลืมหายใจ 

เหมือนอยู่ในกลุ่มผู้คน แต่กลับลืมไปว่ามีตัวตน 

คิดขึ้นได้ ก็พลันได้ยินเสียงลมหายใจ 

อ้อ! ลมหายใจยังพัดอยู่มิได้ขาด แต่ความต่อเนื่องของมันฟังดูพิกลพิการ 

 

เริ่มต้นเปิดอ่านบันทึก เมื่อเริ่มต้นชั่วโมงเรียนเปียโนของลูก 

หวังอาศัยการอ่านหนังสือในเสียงเปียโนของเด็กๆ ปรับโทนสีของความคิด 

ต้องรักษาความคิดก่อน จึงรักษาความเจ็บปวดได้ 

 

ขอบคุณสาวน้อย ที่อนุญาตให้เราได้อ่านบันทึกส่วนตัวของเธอ 

ไม่ใช่แค่ลืมหายใจแล้ว เราหลงลืมกระทั่งความสวยงามของโลกที่ไม่น่าอยู่ใบนี้ 

ฮ้า!!! 

ลืมแม้กระทั่งความน่าอยู่ของโลกใบนี้ เสียด้วยสิ 

เราปล่อยให้ ความยุ่งเหยิงของความคิด และการคิดร้ายข้างๆ หัวใจ ทำร้ายเราถึงเพียงนี้ 

บันทึกนี้ช่วยเตือนสติเรา 

เราช่างร้ายกาจกับการมองโลกยิ่งกระไร 

 

อ่านจบลง พร้อมๆ กับจบชั่วโมงเรียนเปียโน 

เร็วจัง! 

เหมือนได้ชำระล้างอะไรไป 

อาบน้ำฟอกสบู่ให้หัวใจ 

ขัดสีฉวีวรรณ 

เอ๊ะ! ได้กลิ่นสบู่จางๆ ลอยขึ้นมา 

ไม่ใช่แค่หัวใจ ภาพขุ่นๆ ด้วยสายตาคู่เดิมเปลี่ยนไป ตาสว่างขึ้น 

 

อ่านดูเถอะครับ 

ชั่วโมงการเรียนรู้ของผู้ใหญ่จากหนังสือของสาวน้อยอายุ 7ขวบนี้ ชำระล้างฝุ่นออกจากหัวใจ 

 

แล้วหัวใจก็อุ่นขึ้น อ๊ะ! ลมหายใจเริ่มปะติดปะต่ออีกครั้ง 

 

#บันทึกส่วนตัวซายูริ #สำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็ก

Advertisements

เดินข้างๆ เขา

หนังสือออกมาตั้งแต่ตอนประมาณปลายปี ’59

หนังสือหนาประมาณ 570 หน้านี้ มีพลังงานบางอย่าง 

 

หิมาลัย คือพื้นที่อันเป็นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก 

จากที่เคยเป็นทะเล ก็ถูกดันขึ้นไปเป็นหลังคาของโลกกลมๆ ใบนี้ 

และยังคงขยับตัวสูงขึ้นๆ จากที่คุณหมอ #คุณากร บอกเล่าในหนังสือ คือสูงขึ้นปีละ 5mm 

‘เขา’ สูงขึ้น 1ซ.ม. ทุกๆ 20ปี 

 

เส้นทาง #อันนาปุรณะเซอร์กิต กับ คุณหมอ-เธอ-และ’เขา’ เป็นระยะทางเดินเท้าราว 300km เดินทางด้วยเท้าสองคนข้างๆ ‘เขา’ เดินกันสองคนเป็นเวลาสามสิบวัน 

เดินผ่านจุดสูงสุดของเส้นทางที่ช่องของ ‘เขา’ หรือ Mountain Pass เรียกขานว่า #โธรังลา หรือ #ThorungLa เป็นช่องของกำแพงน้ำแข็งหิมาลัยมหึมา ที่ต้องเดินผ่านด้วยเท้าที่ความสูง 5.4km จากระดับน้ำทะเล 

 

เดินทางบนเส้นทางหลังคาโลกนี้ ไปกับคุณหมอและเธอข้างๆ ‘เขา’ ด้วยตัวหนังสือบน 570หน้า 

 

คือบันทึกการเดินทาง (เท้า) ที่ดีงามมาก คุณหมอเป็นนักเขียนมือดีเลยทีเดียว เขียนเล่าเรื่องให้เราฟังแบบเป็นตัวเอง  

ตัวหนังสือของคุณหมอเล่าเรื่องให้เราฟัง ประหนึ่งเราร่วมเดินเท้าไปด้วย 

อ่านไปทำให้หัวใจเต้นแรงไปตามจังหวะการเดินเท้าในตัวหนังสือ 

ถึงกับรู้สึกหอบหายใจราวว่าออกซิเจนรอบๆ ตัวเบาบางลงระหว่างการอ่าน พร้อมๆ กับระดับความสูงที่เดินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ 

ทั้งการเดินทางของคุณหมอและตัวหนังสือของคุณหมอ ทำหัวใจเราเต้นแรง 

รู้สึกหายใจลำบากและหนาวไปด้วยราวกับหนังสือดูดออกซิเจนและลดอุณหภูมิรอบๆ ตัวเราลง 

 

หนังสือพอมีภาพประกอบอยู่บ้างนะ แต่น้อยมากเมื่อเทียบกับการอยากเห็นด้วยตาตัวเองระหว่างอ่าน คล้ายว่าอยากให้เราจินตนาการถึงธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองตามตัวหนังสือ ซึ่งตัวหนังสือของคุณหมอก็เปิดโอกาสดังนั้นให้ด้วยเช่นกัน 

ต่อมอิเมจิ้นทำงานหนักเลยทีเดียว ระหว่างอ่าน 

 

ที่ชอบที่สุดคือการเล่นกับภาษา โยงคำพ้องเสียงพ้องรูป มาขยายเล่าเรื่อง เล่าความคิดอ่านให้เราฟังแบบเพลินๆ แต่ถึงกับต้องเก็บกลับไปคิดต่ออีกที 

คารมคมคายทีเดียวเชียว  

เราติดใจ ชอบการเล่นคำในหนังสือเล่มนี้มาก 

ไม่ยกตัวอย่างนะ ให้กลับไปอ่านเอง จะได้เสพความคมคายนั้นอีก 

 

หนังสือพาเราเดินออกจากจุดเริ่มต้นของเส้นทาง ไต่ความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ออกห่างความสบายไปเรื่อยๆ ยากเข็ญขึ้นไปเรื่อยๆ หนาวขึ้นเรื่อยๆ 

ลากสังขารขึ้นไปสู่จุดสูงสุดด้วยกำลังของตัวเอง 

ยิ่งสูงยิ่งหนาว 

ยิ่งสูงยิ่งทุรกันดาร 

เพื่อไปถึงเป้าหมายที่จุดสูงสุดถึงกับต้องยอมแลกด้วยกำลังทั้งหมดที่มีมา 

อาจถึงกับลืมที่จะมีความสุข! 

 

การ ‘วางแผน’ คือความรอบคอบ 

การ ‘วาง’ แผน คือไม่ยึดติดกับกรอบของความรอบคอบ โอ้ว!  

การเดินทางสามสิบวันบนเส้นทางเท้าทุรกันดารนี้แฝงมาซึ่งสัจธรรมบางอย่างของการเดินทางชีวิต 

หนังสือมีพลังผลักดันให้คิด 

ความสุขอยู่ตรงไหนในการเดินทางชีวิต? จะมีความสุขเมื่อบรรลุเป้าหมายกระนั้นหรือ? เราหลงลืมคนที่เดินข้างๆ เราไปได้อย่างไร? ด่วนตัดสินหรือไม่? เสียดายรึป่าว? เราถูกกักขังด้วยความเคยชิน? ถูกกักขังด้วยความสะดวกสบาย? หรือถูกจองจำด้วยแผนที่เรากำหนดไว้เอง?  … 

ทั้งหมดนี้ เรามีคำตอบที่เป็นของเราเอง และเรามักได้คิดระหว่างการเดินทาง เรามักได้คิดในความไม่มีระหว่างการเดินทาง 

ระหว่างการเดินทางจึงต้องมีเวลาเผื่อไว้บ้าง เผื่อเวลาไว้เพื่อให้ได้คิด 

ระหว่างการเดินทาง ต้องเผื่อเวลาพัก ทั้งพักร่างกายและพักเพื่อให้ได้คิด 

การพักเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง 

 

เมื่อผ่านไปครึ่งเล่มหนังสือ การเดินทางก็มาถึงจุดสูงสุดของเส้นทางแล้ว 

ดังนั้น ครึ่งแรกคือการขึ้นไปสู่จุดสูงสุด 

และที่เหลืออีกครึ่ง คือการลงมาจากจุดสูงสุดนั้น 

การลงจากจุดสูงสุดที่เราขึ้นไป คืออีกครึ่งหนึ่งของการเดินทาง 

ขึ้นไปว่าลำบากแล้ว จะพาตัวเองกลับลงมายังไงนั้น ยิ่งลำบากกว่า 

คำถามว่าจากจุดสูงสุดนี้ไปแล้วเอาไงต่อ? กลับตอบยากกว่า ทำอย่างไรจึงจะไปถึงจุดสูงได้? เสียอีก! 

 

หนังสือดีนะครับ 

ในระหว่างที่อ่านพร้อมกันอยู่ 5-6เล่ม เล่มนี้เป็นเล่มที่เกือบจะหนาสุด แต่กลับเป็นเล่มที่ตัดสินใจอ่านให้จบก่อนเล่มอื่น เพราะมันดันเกิดอาการอ่านแล้ววางไม่ลง 

 

#เดินข้างเขา_หนาวข้างเธอ 

#คุณากร_วรวรรณธนะชัย

ทะเลฝากมา

การไม่ลงรอยกันระหว่างความคิดและอารมณ์ ทำให้เฉยชาต่อการลงมือเขียน เบื่อๆ อยากๆ เรื่อยมา กระทั่งได้รับของขวัญมาชิ้นหนึ่ง ของขวัญที่มาจากทะเล 

 

#Gift_from_the_Sea คล้ายๆ การผนึกเอาความคิดและประสบการณ์ทั้งชีวิตของผู้หญิงมหัศจรรย์คนหนึ่งอัดเป็นมวลแน่นบรรจุในกล่องของขวัญเล็กๆ ใบหนึ่ง ส่งมาให้เป็น #ของฝากจากทะเล จากแม่ให้แก่ลูกสาว จากย่าให้หลาน จากเพื่อนฝากให้เพื่อน และจากคนเขียนฝากให้คนอ่าน 

 

อาจสับสนได้จากข้อมูลบนปกในว่าพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง ทั้งๆ ที่หนังสือเล่มนี้มีอายุ 60ปีแล้ว 

มันเป็นการพิมพ์ครั้งที่หนึ่งของฉบับครบรอบ 60ปี โดยสำนักพิมพ์ openbooks (เคยมีการพิมพ์ฉบับภาษาไทยมาก่อนแล้วโดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ) 

 

# ผู้หญิงมหัศจรรย์ เป็นนักบินหญิงคนแรกของสหรัฐ ร่วมเดินทางไปกับสามีเพื่อสำรวจเส้นทางบิน เป็นแม่ผู้ทุ่มเทให้ลูกๆ และสามี เป็นนักเขียนนักกวี เขียนบันทึกการเดินทางต่างๆ ทั้งยังเป็นเพื่อนแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบินและการเขียนกับ อองตวน เดอ แซง-แต็กซูว์เปรี ผู้เขียนเรื่องเจ้าชายน้อย 

เธอเสียลูกคนแรกไปจากการโดนลักพาตัว-ฆาตกรรม เสียลูกคนที่เจ็ดไปด้วยการแท้งจากภาวะซึมเศร้า 

เพื่อรักษาความบาดเจ็บของจิตใจ เธอตัดสินใจเดินทางไปใช้ชีวิตตามลำพังเพียงคนเดียวบนเกาะแห่งหนึ่ง 

การอยู่กับตัวเองเพียงลำพังบนเกาะทำให้เกิดการตกผลึกความคิดจากประสบการณ์มหัศจรรย์ของเธอ 

จากนั้นความเป็นนักเขียนนักกวีของเธอก็เริ่มทำงาน ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นหนังสือบันทึกผลึกความคิดที่เธอพบในระหว่างที่ใช้ชีวิตบนเกาะ 

 

บันทึกความคิดของนักเขียนหญิงชาวสหรัฐคนนี้มีความสอดคล้องกับแนวคิดของศาสนาพุทธไม่น้อยเลย 

 

เราไม่อาจอ่านหนังสือเล่มนี้ ด้วยความรีบเร่งได้ เพราะแต่ละบรรทัดนั้นบรรจุแน่นด้วยสารความคิด 

ถ้าคุณหาที่เงียบๆ นั่งลงอ่านมัน คุณอาจยังได้ยินเสียงคลื่นและกลิ่นทะเล 

นักเขียนหญิงมหัศจรรย์ของโลกจริงๆ จึงจะสามารถเขียนหนังสือพิเศษเล่มนี้ออกมาได้ 

 

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในชีวิต และถูกเร่งความเร็วของความอยากได้และความรอไม่ได้เข้าไปอีก ด้วย internet 4G 

เราสามารถหาความสงบ จังหวะเบาสบายของเกลียวคลื่น ความคิดที่ละเอียดอ่อนมั่นคง ความจริงที่ไล่ความลวงอันเปราะบางออกไป จากตัวหนังสือของเธอในเล่มนี้ 

 

เธอเตือนเราว่า เรากำลังแสดงละครสัตว์อะไรกันในชีวิตทุกๆ วัน ทรงตัวเดินอยู่บนเส้นเชือก โดยมิให้ภาระทุกๆ อย่างที่ทูนหัวเอาไว้ร่วงหล่น เดินตัวตรงๆ เข้าไว้ ทรงตัวเข้าไว้ 

ทั้งๆ ที่ชีวิตไม่ได้ต้องการอะไรมากนัก และความเรียบง่ายนั้นสามารถนำอิสรภาพและความสงบมาให้ 

การปลดเปลื้อง… เรายังสามารถอยู่ได้ด้วยความน้อยแค่ไหนต่างหาก มิใช่ด้วยความมากเพียงใด 

 

ขอบคุณของที่เธอเอามาฝากจากทะเล ของฝากที่บอกเราว่า “ความกลัวทำให้เรายึดติดกับอดีตฯ และพยายามไขว่คว้าหาชั่วขณะต่อไปด้วยความละโมบฯ เมื่อหัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก จะไม่มีที่เหลือสำหรับความกลัว ความสงสัย หรือความลังเล เมื่อปราศจากความกลัว เราจะเต้นรำได้ เมื่อผู้เต้นรักคู่เต้นของตนเสียจนลืมถามตนเองว่าจะได้รับความรักนั้นกลับคืนมาไหม” 

 

หนังสือเล่มนี้ ครบรอบ 60ปีแล้วครับ 

เราสมควรฉลองด้วยการอ่านซ้ำสักหกรอบ! 

เชียงใหม่ – พื้นที่อ่านหนังสือ

เชียงใหม่ของใครๆ หลายๆ คนอาจเหมือนกัน หรือต่างกัน ก็ได้ 

เชียงใหม่ในความทรงจำของบางคน อาจคือสงกรานต์สงครามน้ำ 

เชียงใหม่ของใครอีกคน อาจเป็นอากาศเย็นอากาศดี หรืออาจจะเป็นดอกไม้สวย หรือดอยสุเทพ 

หรือสำหรับบางคน เชียงใหม่ก็อาจหมายถึงนิมมานฯ 
แต่ที่เรารู้สึกไปเองว่าเป็นความแท้ของเชียงใหม่แบบเฉพาะส่วนตัวของเราเองคือ สถานที่สงบสุขพร้อมคนเมืองใจเย็นๆ กลายเป็นพื้นที่สำหรับฝังตัวอ่านหนังสือ 


ตั้งแต่จำความได้ ที่พ่อกับแม่พามา เชียงใหม่คือพื้นที่สงบสุข และมักมีร้านหนังสืออิสระอยู่ตามมุมต่างๆ 

(โดยเฉพาะพื้นที่โดยรอบ มช.) 
เมื่อมาถึงเชียงใหม่ 

หากเราไม่ได้หยิบหนังสือติดมาเองจากบ้าน เราก็สามารถไปหาหนังสือจากร้านต่างๆ หรือกระทั่งฝังตัวอ่านอยู่ในร้านขายหนังสือหลายๆ ชั่วโมงได้ 
พอเวลารัดตัวชึ้น เดินทางมากขึ้น เราก็มีโอกาสน้อยลงอย่างมาก ที่จะฝังตัวในพื้นที่สงบในเชียงใหม่สักหลายวัน เพื่อหนังสือสักเล่มหรือหลายเล่ม 
หวังเพียงว่า ไม่ว่าการรุกรานของเมืองจะรุกคืบเข้ามาเพียงใด 

พื้นที่การอ่าน และบรรยากาศการสงบเพื่อการอ่าน เหล่านี้ จะยังอยู่

ทักษะที่หายากแล้ว

วันที่… 
   สามารถดูดายหรือเฉยๆ ความไม่ถูกต้องหรือความลำบาก ของคนข้างๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงหรือชีวิตจริง แต่ ไม่สามารถอดที่จะแสดงความเห็นส่วนตัวอย่างจริงจัง โดยแสดงอารมณ์เห็นใจหรือแสดงความไม่เห็นด้วย ที่อาจทำร้ายคนอื่นบนพื้นที่ online สาธารณะ เราพักการแสดงน้ำใจบนโลกเป็นจริงไปแสดงความเห็นอกเห็นใจบนพื้นที่นั้น เราปฏิเสธความเชื่อมโยงกับตัวเราบนความเป็นจริงแต่เราพาตัวเราไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนั้นบนพื้นที่นั้น คล้ายความเห็นอกเห็นใจกันจริงนั้นให้ไปไขว่ขว้าหาเอาบนพื้นที่นั้น การปกป้องตนเองกลายเป็นกลไกหลักที่ผลักดันความเป็นไป 

 

   ความรวดเร็วในการตอบสนองมาแทนที่ความอดทน เราไม่สามารถอดทนได้อีก พรสวรรค์กลายเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่ทักษะที่ใช้เวลากลายเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ ได้มาสบายๆ เป็นสิ่งที่น่าให้คุณค่ามากว่าอดทน-ฝึกฝน-รอคอยแล้วได้มา คุณค่าของความอดทนถูกบั่นทอน เราเริ่มมีความบิดเบือนจนสับสนว่าเวลาและความอดทนที่ต้องใช้ไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์มานั้นมันสมควรหรือไม่ 
   การทำความเข้าใจผู้คนด้วยกัน ก้าวข้ามจากสามัญสำนึกมนุษย์ ไปสู่เทคโนโลยี เพื่อระบุตัวตน ระบุสถานที่ที่อยู่ขณะนั้น และระบุความเป็นตัวบุคคลจากข้อมูลประวัติศาสตร์ของบุคคลเท่าที่จะสืบค้นได้ในฐานข้อมูลทั้งหมด มาประมวลผลเพื่อเข้าใจบุคคล โดยข้ามสามัญสำนึกมนุษย์ธรรมดาๆ ไป สามัญสำนึกกลายเป็นเรื่องไม่สามารถอ้างอิงได้หรือไม่น่าเชื่อถือ ในที่สุดกลับกลายเป็นสิ่งสาบสูญไป 

 

 

มิได้รณรงค์อะไร มิได้ออกความเห็นเพื่อตำหนิอะไร การเปลี่ยนแปลงย่อมต้องเป็นไป 

เพียงการบันทึก เพื่อสังเกตเป็นการส่วนตัวว่า ทักษะที่จำเป็นและขาดแคลน นับจากวันนี้ไปคือ 

1. การตระหนักที่จะไม่ดูดาย 

2. ความอดทน 

3. สามัญสำนึก 
#เห็นด้วยก็ได้ไม่เห็นด้วยก็ได้

บันทึกในเดือนมีนา

บันทึกที่ 1 #บันทึกเด็กป1 

1. ความสม่ำเสมอในการปรับเวลา การแต่งตัวนั่งทำผม และการกินข้าวเช้า ทำให้ตัวยุ่งสามารถจัดการกับกิจกรรมก่อนไปโรงเรียนและพร้อมออกจากบ้านไปโรงเรียนได้ตามกำหนดเวลาที่วางไว้ #ผลงานของแม่หมอ

2. แม้ว่าจะต้องตื่นเช้าออกจากบ้านแต่เช้า แต่ตัวยุ่งไม่ค่อยยอมนอนหลับบนรถระหว่างทาง กิจกรรมของนางคือนั่งฟังเพลงที่พ่อเปิดตลอดทาง “พ่อ…เปิดเพลง” คือ order ของนาง (นอกเสียจากเหนื่อยจากการเดินทางที่พ่อลากไปมาก่อนหน้าจึงจะหลับ) 

3. ทันทีที่พ่อจอดรถเมื่อถึง ประโยคแรกของนางคือ “พ่อ…ซื้อหนม” 

4. เมื่อพ่อมาส่งถึงหน้าประตู  สวัสดีคุณครูแล้ว ตัวยุ่งจะวิ่งเข้าโรงเรียนไปที่ตึก ทั้งๆ ที่เกือบทั้งหมดค่อยๆ เดินเข้าโรงเรียน นางจะวิ่งผ่านทุกคนไป  #จะวิ่งทำมาย #พ่อไม่ถาม #วันนึงลูกคงบอก 

5. แม้จะต้องปรับตัวกับเพื่อนใหม่ ที่ส่วนใหญ่เค้าก็มาจากโรงเรียนเดียวกัน แต่โรงเรียนนางมีนางมาคนเดียว แต่นางก็ทำได้ สามารถมีเพื่อนสนิทเล่นด้วยได้ใน 1week ทั้งๆ ที่มีเพื่อนที่เขม่นนางมาตั้งแต่วันแรก แต่เมื่อวางนางก็ลากหล่อนมาวิ่งเล่นด้วยเป็นก๊วนเดียวกันเรียบร้อย #วิ่งเล่นชนะอคติ 

6. พ่อไม่ชินอย่างมาก เมื่อได้ยินครูเรียกตัวยุ่งว่าหัวหน้าห้อง “หัวหน้าห้อง ครูฝากของไปให้เพื่อนด้วย” ยิ่งไม่ชินเข้าไปอีกตอนเพื่อนมาเรียกนางว่า หัวหน้าห้อง #เสียงดังนั้นมีประโยชน์ #จริงแล้วคือนางพูดมาก 

7. หลังเลิกเรียน นางจะกลับมาเล่าให้ฟังได้ว่าวันนี้ไปเล่นอะไรกะเพื่อนคนไหน แต่ถ้าถามว่าวันนี้เรียนอะไรไปบ้าง คำตอบของนางคือ “จำไม่ได้” 

8. ความจำเป็นในการตื่นเช้ามาเรียนโรงเรียนของนาง เป็นเหตุให้ทุกคนมาพร้อมหน้ากันในตอนเช้า ทุกคนได้ใช้เวลาด้วยกันตอนเช้ามืด (อย่างงัวเงีย) ก่อนจะแยกย้ายไปปฏิบัติกิจประจำวันของตน 

 

บันทึกที่ 2 

เดือนนี้ เจ้านายสอนอยู่สองเรื่อง 

เรื่องแรก “มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ นะไข่” 
เรื่องที่สอง “ไข่ เราไม่ต้องทำอะไรมาก เอาแค่สามอย่าง… คิดดี ทำดี พูดดี แค่นี้พอ” 

 

บันทึกที่ 3 
เมื่อกลับไปเริ่มต้นใหม่… 

ใช้เวลาสามปีจึงกลับมาถึง level ที่ใกล้เคียงจุดเดิม 

แต่… สิ่งที่เรียนรู้ มันทวีคูณตั้งแต่วันที่กลับไปเริ่มต้นใหม่ 
 

#บันทึก

ยกเลิก มะเร็ง

​”ถ้าเป็นคนที่อ่านภาษาไทยแตกฉาน ควรซื้อไว้สักคนละสามเล่ม” 

คำนิยมจากหมอใหญ่ ดูจะใหญ่เกินเลยไปมั้ย? 


อ่านจบแล้วนะ 

คือบันทึกการรบระหว่างมนุษย์กับมะเร็ง 

มันอาจมีข้อสังเกตที่ น้องเบลล์อยู่ในครอบครัวที่มีทรัพยากรเพียงพออยู่ ที่จะสามารถรบติดพันกับโรคร้ายแบบผลัดแพ้ผลัดชนะ หายใจรดติดต้นคอกันเป็นปีได้ แต่อาจไม่ใช่ทุกคนที่จะมีทรัพยากรเพียงพอขนาดนั้น 

แต่นั้นก็ไม่ใช่สาระสำคัญของเรื่องนี้ 

ทรัพยากรทั้งมวลจะไม่ช่วยอะไรเลย หากไร้ซึ่งใจสู้ของมนุษย์ผู้เผชิญหน้า 
การตัดสินใจเลือกเป็น #มนุษย์คีโม ไม่ใช่แค่เรื่อง ใจสู้ร้องบอก “เอาวะ” แล้วควักเงินหลักแสนจ่ายค่ารักษาไป รักษาตัว แล้วก็หายจากโรคร้าย แต่มันคือมหากาพย์แห่งความอดทนและความมุ่งมั่น 
#คีโม มิได้ทำลายแต่เซลล์มะเร็งเท่านั้น มันยังทำลายร่างกาย เส้นผม เม็ดเลือด เกล็ดเลือด ไขกระดูก ทรัพย์สินเงินทอง ทำลายแม้กระทั่งจิตใจของเจ้าตัว กระทั่งยังบั่นทอนจิตใจของคนรอบตัวทั้งมวล มันทำลายทุกอย่างโดยไม่เลือก 

คนหนึ่งป่วยเป็นมะเร็ง พลันเสมือนป่วยไปด้วยกันทั้งครอบครัว โดนผลของคีโมไปทั้งครอบครัว 
น้องเขาผ่านเรื่องแบบนี้เป็นปีๆ มาได้อย่างไร? 
จริงอยู่ ตัวหนังสืออารมณ์ดีมากแฝงอารมณ์ฮาด้วย ทอนให้เรื่องอ่านสนุก อ่านไปยิ้มไปด้วยซ้ำ ในบางตอน 

แต่! มันรู้สึกร่วมด้วยได้ไม่ยาก ว่าเป็นเวลาที่ทรมานสาหัสเพียงใด ความทรมานของมนุษย์คีโม ความทุกข์ของครอบครัวของมนุษย์คีโม 

ทั้งยังมีของแถมด้วย ไม่ใช่มนุษย์คีโมสามัญ แต่วิสามัญด้วยการผ่าตัดหัวใจและปลูกไขกระดูก ทั้งหมดเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนนอกปริญญาโทที่กำลังจะจบ อายุยังไม่สามสิบ ที่กำลังสนุกกะชีวิต อยู่ๆ ก็พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งระยะท้ายๆ หมอบอกอยู่ได้อีกครึ่งปี 
แม้จะอธิบายด้วยคำเพียงไม่กี่ตัวอักษร อ่านเพียงไม่กี่อึดใจ แต่ได้ประเด็นว่า “อะไรกับการตัดสินใจทำคีโม” “มนุษย์คีโมต้องเจอกับอะไร” “ทรมานขนาดนั้นทำไมไม่เลิก ตายๆ ไปสบายกว่าไหม” “ทรุดเข้า ICU ไปแล้ว ฟื้นกลับมาได้ทำไมยังย้อนกลับมาทำคีโมต่อ” “คุ้มมั้ยกับทุกอย่างที่ต้องยอมเสียไปแลกกับการทำคีโม” “คีโมไปแล้วมะเร็งไม่ตาย แต่ตัวฉันนั่นแหละที่ร่อแร่ใกล้ตายเข้าไปทุกขณะ นี่ฉันทำอะไรอยู่วะ” 
แน่นอน เราได้ความรู้เรื่องการรักษามะเร็งจากที่น้องเบลล์ผู้เขียนเล่า เอาบันทึกที่ตัวเองบันทึกไว้ในช่วงเวลาตั้งแต่ตรวจพบตลอดจนช่วงเวลาการรักษาตัวออกมาเล่า 

แต่ความมหัศจรรย์ที่สุดคือ วิธีคิดของน้องเบลล์ 
เราอาจจะเลี่ยงมันไปก็ได้ 

เลี่ยงไม่อ่านหนังสือเล่มนี้ก็ได้ 

คือ อ่านแล้วไม่สบายใจจะอ่านทำไม? 

ยังไม่เป็นมะเร็งจะมาคิดอ่านมองโลกในแง่ร้ายเพื่ออะไร? 

จะแช่งตัวเองให้เป็นหรือไง? 

ถ้าคิดว่าไม่เป็นก็ไม่เป็นหรอก หรือว่าอยากเป็น? 
ตัวเราเอง เมื่ออ่านจบ เราได้คิดอะไรบางอย่าง และนี่คือความยอดเยี่ยมของหนังสือเล่มนี้ 

ทั้งหมดนั้น เราชนะได้ด้วยวิธีคิดที่ถูกต้อง! 

เรายังไม่พร้อมหรอก แต่เรารู้จักคิดมากขึ้น 

เราอยากคิดได้ดีกว่านี้ หากต้องปะมันอีกครั้ง 
เราไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนี้ไปสามเล่ม 

เราซื้อแค่สองเล่ม  

สัปดาห์ที่แล้ว ไปถามหาหนังสือเล่มนี้ที่ร้าน B2S คุณพนักงานบอกว่า “หมดแล้วค่ะ” 
ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะครับ เรื่องจริงกะเบลล์ JingaBell
#I_Cancel_My_Cancer