Tag Archives: บันทึก

บันทึกเดือน 6 ปี 2018

6 มิ.ย. 18

กำลังคิดจะแปลหนังสือเรื่อง Cryptoassets เล่มหนึ่งออกมาทีละตอน
ถ้าเอาชนะใจตัวเองได้เมื่อไหร่ คงได้เห็นกันนะฮะ #แปะไว้เพื่อpushตัวเอง

8 มิ.ย. 18

หลังจากที่ได้เรียนเรื่อง Market Timing ในการ Long/Short Risky Asset จากครูบาอาจารย์มาเกือบยี่สิบปี
มาวันนี้ พบว่า Market Timing ที่จะเข้าไป Long Bitcoin คือให้ดูเอาวันธงชัยเป็นหลัก (แล้วให้ไปทำบุญให้เยอะหน่อย)

10 มิ.ย. 18

พอกลับมานั่งในห้องเรียน โรงเรียนเก่า (ประชุมผู้ปกครอง)
สิ่งที่ทำคือนั่งโยกขาเก้าอี้ จากสี่ขาเหลือนั่งสองขา

แหม! เผลอทำเองโดยสัญชาตญาณเลย
ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี ไม่ว่าจะโดนครูดุมาแล้วกี่มากน้อย กลับมานั่งปุ๊บ โยกขาเก้าอี้ปั๊บเลย

ถถถ กมลสันดานจริงจัง

11 มิ.ย. 18

โปรแกรม A1: สุ่ม trial & error หาคำตอบออกมาเรื่อยๆ
โปรแกรม A2: ตรวจคำตอบจากโปรแกรมของ A1 ว่าคำตอบที่สุ่มออกถูกต้องกว่าคำตอบที่ถูกสุ่มออกมาก่อนหน้ามั้ย เก็บคำตอบที่ถูกต้องกว่าเอาไว้
ทำซ้ำ A1-A2 ไปเรื่อยๆ

โปรแกรม B1: สุ่ม trial & error หาคำตอบออกมาเรื่อยๆ
โปรแกรม B2: ตรวจคำตอบที่สุ่มออกเป็นคำตอบที่เหมาะสมกว่าคำตอบที่สุ่มออกมาก่อนหน้ามั้ย เลือกเก็บคำตอบที่เหมาะสมกว่าเอาไว้
ทำซ้ำ B1-B2 ไปเรื่อยๆ

ด้วยการทำซ้ำที่มากพอ ไม่ว่ามนุษย์หรือคอมพิวเตอร์ก็สามารถทำ problem solving, optimization, และเรียนรู้จากมันได้

เพียงแต่
1. มนุษย์มีเวลาไม่พอ
2. มนุษย์มีความอดทนไม่พอ
3. มนุษย์ขี้เกียจเรียนรู้

และการทำซ้ำ คอมพิวเตอร์สามารถทำได้เร็วกว่า
ในเวลาที่เท่ากัน ในความอดทนที่เท่ากัน คอมพิวเตอร์สามารถทำซ้ำได้จำนวนมากกว่ามากๆ
และคอมพิวเตอร์มีเวลามากพอ คอมพิวเตอร์ไม่รู้จักการเลิกก่อนที่จะทำเสร็จ และคอมพิวเตอร์ไม่รู้จักขี้เกียจ

12 มิ.ย. 18

ฝันถึงครูอีกแล้ว
นั่งคุยกับครู ได้ยินเสียงครู ครูเตือนสติ
ครูบอกว่า บางทีมนุษย์เราก็ไม่รู้ว่าอะไรที่มีค่า… แล้วเราก็ลืมตาตื่นขึ้นมา
พยายามทบทวนคำพูดที่ครูพูดกับเรา เมื่อกี้นี้ ก่อนเราลืมตาขึ้นมา
แล้วทบทวนตัวเองอีกที เช้าวันใหม่

คิดถึงครู แปลกดีไหม อีกไม่กี่วันจะมีไหว้ครู

เสาร์ที่ผ่านมา
ปริณมีเพื่อนใหม่มาเรียนด้วย เริ่มต้นด้วยการที่สาวน้อยกอดติดคุณแม่ ไม่ยอมมาเรียนร่วมกับเพื่อนๆ สักพัก พ่อแอบส่องดูลูกสาวตามปกติ เห็นสาวน้อยเพื่อนใหม่ยอมมาเรียนร่วมกับเพื่อนๆ โดยเฉพาะเดินเข้าไปยิ้มพูดคุยกับปริณ คุณแม่ท่านนั้นออกมาเล่าว่าสาวน้อยชื่อปริณมาชวนลูกสาวคุยและชวนไปเรียนด้วยกันพร้อมกับจูงไปเรียน เลยยอมไป

เช้านี้
เมื่อขึ้นชั้นใหม่ ก็ย้ายห้องใหม่ เจอเพื่อนใหม่
ที่หน้าประตูโรงเรียน พ่อพาปริณมาถึง ส่งปริณเข้าโรงเรียน มีสาวน้อยเพื่อนใหม่คนหนึ่งเดินมาถึงก็เข้ามายิ้มให้แล้วจูงมือปริณ ปริณหันหน้ามาลาพ่อแล้วก็เดินเม้ากับเพื่อน เข้าโรงเรียนไปพร้อมกัน

ลูกยังสอนพ่ออยู่เรื่อยๆ

13 มิ.ย. 18

ไปสมัครเป็น eCitizen ของประเทศ Estonia มั้ย?

เค้าไม่สัญจรขุดโครงเก่าๆ ของนครสวรรค์-อุทัย มาโชว์ ไม่เอาเด็กมาพูดภาษาอังกฤษโชว์ แต่เค้าใช้ e-cabinet กับ government cloud ไปเล้ยยย
แล้วเค้าก็ claim กันเก๋ๆ ว่า with this network technology, it is impossible for government to lie to its citizens นาจา

พีคเหนือพีค คือ “with Estonia’s cybersecurity, history cannot be written!”
สุดมาก!

“Government is not the solution to our problem, government is the problem.” Ronald Reagan (1981)

14 มิ.ย. 18

Someones กำลังจะเสนอชื่อทรัมป์รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากการทำข้อตกลงที่สิงคโปร์เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา
คงจะประมาณว่านับถือที่พี่แกยอมถอยตั้งหลายก้าวเพื่อแถลงการณ์ร่วมฉบับนั้น ไม่สมกับเป็นทรัมป์เลย ไรงี้? ใช่เหรอ? #ดราม่าฝรั่ง

15 มิ.ย. 18

เมื่ออรชุนจะออกรบเริ่มต้นสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร กวาดสายตามองออกไปในสนามรบก็เกิดความประหวั่นลังเล คิดยอมถอยเพื่อยับยั้งสงคราม
กระทั่ง พระกฤษณะต้องมาให้เหตุผลถึงความจำเป็นต้องทำสงคราม ออกมาเป็น “คัมภีร์ภัควคีตา”
ในที่สุดอวตารของพระนารายณ์ก็ชี้นำให้เกิดมหาสงคราม มหาโศกนาฏกรรม

ตัวอย่างการยับยั้งชั่งใจครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษย์ก่อนจะตัดสินใจ และการให้เหตุผลเพื่อ Convince การตัดสินใจลงมือกระทำ
ทุกครั้งที่เป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต พึงระลึกถึงเหตุการณ์นี้ในมหากาพย์

17 มิ.ย. 18

มีคนพูดบ่อยว่า “ลูกโตแล้วสบายแล้ว” “เดี๋ยวเข้าโรงเรียนแล้วก็สบาย” “พอเข้าประถม/มัธยมแล้วพ่อแม่ก็มีเวลา”
ตรรกะนี้ไม่เคยจริง อย่างน้อยก็จากประสบการณ์เราเอง
เด็กโตขึ้น วัยเปลี่ยน เรื่องราวก็เปลี่ยน
ปัญหาเดิมอาจคลี่คลายไป แต่เราจะเจอปัญหาใหม่ในวัยใหม่ของเขา เสมอ

#ในบ้านที่มีGenXGenZGenAlphaอยู่ด้วยกัน

Advertisements

บันทึกมหาภารตะ – นี่คือสิ่งสำคัญ

ดูก่อนอรชุน 

จากการติดตามการรบของพี่น้องของท่านที่ทุ่งกุรุเกษตร มาหลายวันแล้ว เราได้ตระหนักประเด็นสำคัญว่า… 

 

1. สุดยอดแห่งกลยุทธ์ที่ต้องเรียนรู้ให้แตกฉานเสียก่อน ก่อนจะเรียนอย่างอื่นคือ ‘การหนี’ ถ้าสู้ไม่ได้ก็ต้องหนี ก่อนจะสู้กะชาวบ้านเขาได้ควรต้องหนีเป็นเสียก่อน สู้ไม่เก่งแต่หนีเก่ง ก็อยู่ได้จนถึงวันสุดท้าย ส่วนคนที่สู้เก่งนั้นตายไปตั้งแต่วันแรกๆ 

 

2. ถ้าเราไม่เป็นนักรบ รบเพื่อความเป็นธรรม ดั่งเหล่าพี่น้องปาณฑป เราอาจไม่ได้มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ความยุติธรรม สู้ตายเพื่อความเป็นธรรม เรามีหน้าที่ทำมาหากินสุจริตแล้วพาตัวเองกลับไปให้ถึงบ้านทุกวันเพื่อกลับไปหาครอบครัว 

 

… อื่นๆ อีกมากมาย

ออกไปข้างนอกกัน

“ออกไปเรียนข้างนอกกัน” 

ถ้าครูบอกกับเด็กนักเรียนแบบนี้ วันนั้นคงเป็นวันที่พิเศษวันหนึ่งคงเด็ก โดยเฉพาะในความทรงจำของเด็ก  

เช่นนั้น สิ่งที่เด็กคนหนี่งได้เรียนรู้ข้างนอก ในวันนั้นคงจะกลายเป็นประสบการณ์พิเศษหนึ่ง แม้ว่าการเรียนในวันนั้นอาจไม่ได้เป็นการเรียนเนื้อหาในหนังสือเรียนสักเท่าใด 

สำหรับครอบครัวที่มีหนอนหนังสือยั้วเยี้ยเต็มบ้าน การออกไปนอกบ้านก็เป็นการปรับสมดุลการใช้ชีวิตที่ดี 

 

แม่สองคู่ ลูกสาวสองคู่ จับมือกันออกหาประสบการณ์ด้วยสองมือของตัวเองในพื้นที่ชนบทอังกฤษ กลายเป็นหนังสือที่มีส่วนผสมของ บันทึก – แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว – วิธีทำงานคราฟต์ทำมือ – งานเกษตร – ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (อังกฤษ) ประกอบกับวิวทิวทัศน์ที่สวยมากของชนบทอังกฤษ ไล่มาถึงตัวเมืองลอนดอน หนังสือนี้จึงพิเศษมาก #England_here_we_grow 

 

ด้วยสองมือที่ปลูกต้นไม้ เก็บผลไม้ เก็บดอกไม้ ย้อมสีผ้า เลี้ยงผึ้ง เก็บน้ำผึ้ง ทำแยม นวดแป้ง ทำขนมปัง ถักผ้า ฯลฯ มันเชื่อมโยงความอบอุ่นจากธรรมชาติมาถึงหัวใจของเด็ก และที่สำคัญคือ ไม่ถูกขังอยู่แค่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม 

 

เป็นหนังสือที่ให้แรงบันดาลใจที่สวยงาม ไม่ว่าจะสำหรับพ่อแม่ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเลี้ยงลูกนอกตำรา 

สำหรับเด็กๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการออกหาความรู้และประสบการณ์นอกห้องเรียน 

หรือ สำหรับลูกจ้างกินเงินเดือน เพื่อออกติดตามการเดินทางนี้มองหาความฝันของตัวเองบ้าง และเพื่อเป็นแรงบันดาลใจว่าชีวิตการทำงานไม่ได้มีแต่อยู่ในออฟฟิศ 

คนอ่าน จะได้ออกไปมองโลกชนบทในอีกข้างหนึ่งของโลกใบนี้ พร้อมๆ ไปกับการเรียนนอกบ้านของพวกเขา 

 

การเล่าเรื่องของคุณแม่ ให้ความรู้สึกเป็นกันเองและสบายๆ เหมือนนั่งฟังเพื่อนสนิทเล่าให้ฟัง ประกอบกับรูปที่สวยงามตลอดเล่ม ทั้งรูปถ่ายและรูปวาดของเด็กๆ บางตอนในเล่มจึงกลายเป็นสารบันดาลใจ ฉีดเข้าไปในกระแสเลือด พาเอาจังหวะหัวใจเต้นถี่ขึ้น 

ไม่เหนื่อยนะ แต่…พลุ่งพล่าน! 

แม้ว่ากลายเขียนบอกเล่าในแบบนี้ อาจขาดความหนักแน่นของสาระขั้นตอนการลงมือ หรืออาจเบาๆ ลอยๆ ไปบ้าง แต่เราว่า ผู้เขียนก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้หนังสือเล่มนี้เป็น Recipe การทำอาหารหรือการทำเกษตรโดยตรง 

เราเลือกจะเสพความดีงามทางด้านสารกระตุ้นความอิสระทางความคิดจากหนังสือ อย่างมีความสุข 

สิ่งที่ #เรียนนอกบ้าน ครั้งนี้มอบให้เรา จึงพิเศษ 

 

ออกไปข้างนอกด้วยกันมั้ยครับ?

พบบันทึกพระจันทร์

ตามหาหนังสือเล่มนี้มาพักใหญ่เป็นเดือน ร้านหนังสือในกรุงเทพฯ หาไม่มี 

ตามหา…พระจันทร์ 

มาเจอที่ร้านหนังสือดวงกมลเชียงใหม่ 

ลูกสาวไปเลือกหยิบมาให้ พิเศษจริงๆ เธอเลือกเล่มที่อยู่ใน List หนังสือที่พ่อยังตามหาไม่เจออยู่พอดีเลย 

กรี๊ดดดดดด เจอพระจันทร์

#การเดินทางของพระจันทร์ ซึ่งก็คือการเดินทางของคุณ #ศศิ_วีรเศรษฐกุล (ชื่อศศิ แปลว่าพระจันทร์) 

เป็นบันทึกการเดินทางโดยใช้รูปเขียนสีน้ำ อาจมีตัวหน้งสืออยู่บ้างบางหน้า แต่นับหน้าที่มีตัวหนังสือแล้วไม่น่าเกิน 10-15 หน้า 

เป็นบันทึกที่วิเศษมากครับ เป็นรูปสีน้ำทั้งเล่ม

รูปหนึ่งรูปแทนความหมายได้มากกว่าตัวอักษรมากมาย ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ 

รูปทั้งหมดถูกบันทึกไว้ระหว่างปี 2010-2015 

รวมระยะเวลา 5ปี 

 

เราตกหลุมรักภาพวาดของคุณศศิ 

สวยงาม มีมิติ มีความน่ารัก และยังมีอารมณ์ขันด้วย 

การเสก็ตภาพแบบสถาปนิก ประกอบกับศิลปะการลงสีน้ำ ทำให้บันทึกการเดินทางเล่มนี้มีคุณค่ามากมาย 

 

การวาดรูปแบบไม่เหมือนจริงจนเกินไปนัก ทำให้มีช่องว่างให้คนอ่านหนังสือ (ดูรูป) สามารถใช้จินตนาการเติมคำในช่องว่าง 

ทั้งยังเหลือพื้นที่ให้คนอ่านตีความไปได้อีกไกล 

ฝันๆ ฟุ้งๆ บ้าง แต่สนุกดี 

และที่สำคัญ มีความสุขดีด้วย 

ทั้งยังมีหัวเราะเบาๆ ให้กับอารมณ์ขันของบันทึกของพระจันทร์ 

 

ถ้าบันทึกเล่มหนึ่งสามารถมอบความสุขให้กับคนเปิดออกอ่าน ย่อมเป็นหนังสือที่มีคุณค่ามาก ใช่มั้ยครับ? 

 

ดังนั้น ไม่สำคัญหรอกว่า บันทึกการเดินทางไม่ได้เป็นภาพถ่ายจากสถานที่จริง ไม่ได้เป็นรูปวาดเหมือนจริง ไม่ได้บันทึกเป็นตัวอักษร 

หรือว่า มันเป็นบันทึกที่เอนเอียงไปทางโลกสวย ไม่ได้มีความสมจริงเลย 

แต่ถ้า บันทึกนั้นสามารถบอกเล่าเรื่องได้ มอบความสุขให้คนอ่านได้ ทั้งยังให้คนอ่านได้ต่อเติมด้วยจินตนาการของตัวเองอีก เหล่านี้ น่าจะสำคัญมากกว่า 

 

แม้ไม่ได้บันทึกด้วยตัวหน้งสือ 

แต่บันทึกการเดินทางด้วยภาพวาดสีน้ำ 

หนังสือเล่มนี้ให้แรงบันดาลใจกับเราครับ

อ่านบันทึกส่วนตัว

เช้าวันเสาร์ คงมีความเจ็บปวดคงค้างจากความคิดของตัวเอง จากสัปดาห์ผ่านมา

มีแต่ความคิดของเรา ที่ทำร้ายเราได้ 

 

นอนไม่พอ แต่นอนไม่หลับ 

กลับหายใจติดขัด บ้างขาดเป็นห้วงๆ 

ขุ่นมัว ขลาดกลัว กึ่งซึมกึ่งเศร้าเคล้าเซ็ง 

ความเครียดและความเบื่อหน่าย แก่งแย่งกันเสนอหน้าออกมา และแข่งขันกันยึดครองพื้นที่ในความคิด! 

 

เริ่มต้นอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง (แนบที่คั่นหนังสือมาให้ตั้งสามอันแหนะ น่ารักดีนะ) 

#บันทึกส่วนตัวซายูริ 

ข้อความของ #ซายูริ สวยงาม 

เพียงเปิดอ่านไปไม่กี่หน้ากระดาษ ความเจ็บปวดคงค้างคล้ายบรรเทาลงอยู่บ้าง  

บันทึกของเธอมีพลังในการเยียวยา 

 

คิดในใจ ขอให้บันทึกของหญิงน้อย 7ขวบ ได้เยียวยาเรา 

 

พลิกอ่าน 

เปิดพบหน้ากระดาษหนึ่งในบันทึก เธอจดเอาไว้ว่า “ฉันลืมหายใจ” 

จริงสินะ ฉันลืมหายใจ 

ยังหายใจอยู่ แต่กลับหลงลืมหายใจ 

เหมือนอยู่ในกลุ่มผู้คน แต่กลับลืมไปว่ามีตัวตน 

คิดขึ้นได้ ก็พลันได้ยินเสียงลมหายใจ 

อ้อ! ลมหายใจยังพัดอยู่มิได้ขาด แต่ความต่อเนื่องของมันฟังดูพิกลพิการ 

 

เริ่มต้นเปิดอ่านบันทึก เมื่อเริ่มต้นชั่วโมงเรียนเปียโนของลูก 

หวังอาศัยการอ่านหนังสือในเสียงเปียโนของเด็กๆ ปรับโทนสีของความคิด 

ต้องรักษาความคิดก่อน จึงรักษาความเจ็บปวดได้ 

 

ขอบคุณสาวน้อย ที่อนุญาตให้เราได้อ่านบันทึกส่วนตัวของเธอ 

ไม่ใช่แค่ลืมหายใจแล้ว เราหลงลืมกระทั่งความสวยงามของโลกที่ไม่น่าอยู่ใบนี้ 

ฮ้า!!! 

ลืมแม้กระทั่งความน่าอยู่ของโลกใบนี้ เสียด้วยสิ 

เราปล่อยให้ ความยุ่งเหยิงของความคิด และการคิดร้ายข้างๆ หัวใจ ทำร้ายเราถึงเพียงนี้ 

บันทึกนี้ช่วยเตือนสติเรา 

เราช่างร้ายกาจกับการมองโลกยิ่งกระไร 

 

อ่านจบลง พร้อมๆ กับจบชั่วโมงเรียนเปียโน 

เร็วจัง! 

เหมือนได้ชำระล้างอะไรไป 

อาบน้ำฟอกสบู่ให้หัวใจ 

ขัดสีฉวีวรรณ 

เอ๊ะ! ได้กลิ่นสบู่จางๆ ลอยขึ้นมา 

ไม่ใช่แค่หัวใจ ภาพขุ่นๆ ด้วยสายตาคู่เดิมเปลี่ยนไป ตาสว่างขึ้น 

 

อ่านดูเถอะครับ 

ชั่วโมงการเรียนรู้ของผู้ใหญ่จากหนังสือของสาวน้อยอายุ 7ขวบนี้ ชำระล้างฝุ่นออกจากหัวใจ 

 

แล้วหัวใจก็อุ่นขึ้น อ๊ะ! ลมหายใจเริ่มปะติดปะต่ออีกครั้ง 

 

#บันทึกส่วนตัวซายูริ #สำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็ก

เดินข้างๆ เขา

หนังสือออกมาตั้งแต่ตอนประมาณปลายปี ’59

หนังสือหนาประมาณ 570 หน้านี้ มีพลังงานบางอย่าง 

 

หิมาลัย คือพื้นที่อันเป็นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก 

จากที่เคยเป็นทะเล ก็ถูกดันขึ้นไปเป็นหลังคาของโลกกลมๆ ใบนี้ 

และยังคงขยับตัวสูงขึ้นๆ จากที่คุณหมอ #คุณากร บอกเล่าในหนังสือ คือสูงขึ้นปีละ 5mm 

‘เขา’ สูงขึ้น 1ซ.ม. ทุกๆ 20ปี 

 

เส้นทาง #อันนาปุรณะเซอร์กิต กับ คุณหมอ-เธอ-และ’เขา’ เป็นระยะทางเดินเท้าราว 300km เดินทางด้วยเท้าสองคนข้างๆ ‘เขา’ เดินกันสองคนเป็นเวลาสามสิบวัน 

เดินผ่านจุดสูงสุดของเส้นทางที่ช่องของ ‘เขา’ หรือ Mountain Pass เรียกขานว่า #โธรังลา หรือ #ThorungLa เป็นช่องของกำแพงน้ำแข็งหิมาลัยมหึมา ที่ต้องเดินผ่านด้วยเท้าที่ความสูง 5.4km จากระดับน้ำทะเล 

 

เดินทางบนเส้นทางหลังคาโลกนี้ ไปกับคุณหมอและเธอข้างๆ ‘เขา’ ด้วยตัวหนังสือบน 570หน้า 

 

คือบันทึกการเดินทาง (เท้า) ที่ดีงามมาก คุณหมอเป็นนักเขียนมือดีเลยทีเดียว เขียนเล่าเรื่องให้เราฟังแบบเป็นตัวเอง  

ตัวหนังสือของคุณหมอเล่าเรื่องให้เราฟัง ประหนึ่งเราร่วมเดินเท้าไปด้วย 

อ่านไปทำให้หัวใจเต้นแรงไปตามจังหวะการเดินเท้าในตัวหนังสือ 

ถึงกับรู้สึกหอบหายใจราวว่าออกซิเจนรอบๆ ตัวเบาบางลงระหว่างการอ่าน พร้อมๆ กับระดับความสูงที่เดินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ 

ทั้งการเดินทางของคุณหมอและตัวหนังสือของคุณหมอ ทำหัวใจเราเต้นแรง 

รู้สึกหายใจลำบากและหนาวไปด้วยราวกับหนังสือดูดออกซิเจนและลดอุณหภูมิรอบๆ ตัวเราลง 

 

หนังสือพอมีภาพประกอบอยู่บ้างนะ แต่น้อยมากเมื่อเทียบกับการอยากเห็นด้วยตาตัวเองระหว่างอ่าน คล้ายว่าอยากให้เราจินตนาการถึงธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองตามตัวหนังสือ ซึ่งตัวหนังสือของคุณหมอก็เปิดโอกาสดังนั้นให้ด้วยเช่นกัน 

ต่อมอิเมจิ้นทำงานหนักเลยทีเดียว ระหว่างอ่าน 

 

ที่ชอบที่สุดคือการเล่นกับภาษา โยงคำพ้องเสียงพ้องรูป มาขยายเล่าเรื่อง เล่าความคิดอ่านให้เราฟังแบบเพลินๆ แต่ถึงกับต้องเก็บกลับไปคิดต่ออีกที 

คารมคมคายทีเดียวเชียว  

เราติดใจ ชอบการเล่นคำในหนังสือเล่มนี้มาก 

ไม่ยกตัวอย่างนะ ให้กลับไปอ่านเอง จะได้เสพความคมคายนั้นอีก 

 

หนังสือพาเราเดินออกจากจุดเริ่มต้นของเส้นทาง ไต่ความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ออกห่างความสบายไปเรื่อยๆ ยากเข็ญขึ้นไปเรื่อยๆ หนาวขึ้นเรื่อยๆ 

ลากสังขารขึ้นไปสู่จุดสูงสุดด้วยกำลังของตัวเอง 

ยิ่งสูงยิ่งหนาว 

ยิ่งสูงยิ่งทุรกันดาร 

เพื่อไปถึงเป้าหมายที่จุดสูงสุดถึงกับต้องยอมแลกด้วยกำลังทั้งหมดที่มีมา 

อาจถึงกับลืมที่จะมีความสุข! 

 

การ ‘วางแผน’ คือความรอบคอบ 

การ ‘วาง’ แผน คือไม่ยึดติดกับกรอบของความรอบคอบ โอ้ว!  

การเดินทางสามสิบวันบนเส้นทางเท้าทุรกันดารนี้แฝงมาซึ่งสัจธรรมบางอย่างของการเดินทางชีวิต 

หนังสือมีพลังผลักดันให้คิด 

ความสุขอยู่ตรงไหนในการเดินทางชีวิต? จะมีความสุขเมื่อบรรลุเป้าหมายกระนั้นหรือ? เราหลงลืมคนที่เดินข้างๆ เราไปได้อย่างไร? ด่วนตัดสินหรือไม่? เสียดายรึป่าว? เราถูกกักขังด้วยความเคยชิน? ถูกกักขังด้วยความสะดวกสบาย? หรือถูกจองจำด้วยแผนที่เรากำหนดไว้เอง?  … 

ทั้งหมดนี้ เรามีคำตอบที่เป็นของเราเอง และเรามักได้คิดระหว่างการเดินทาง เรามักได้คิดในความไม่มีระหว่างการเดินทาง 

ระหว่างการเดินทางจึงต้องมีเวลาเผื่อไว้บ้าง เผื่อเวลาไว้เพื่อให้ได้คิด 

ระหว่างการเดินทาง ต้องเผื่อเวลาพัก ทั้งพักร่างกายและพักเพื่อให้ได้คิด 

การพักเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง 

 

เมื่อผ่านไปครึ่งเล่มหนังสือ การเดินทางก็มาถึงจุดสูงสุดของเส้นทางแล้ว 

ดังนั้น ครึ่งแรกคือการขึ้นไปสู่จุดสูงสุด 

และที่เหลืออีกครึ่ง คือการลงมาจากจุดสูงสุดนั้น 

การลงจากจุดสูงสุดที่เราขึ้นไป คืออีกครึ่งหนึ่งของการเดินทาง 

ขึ้นไปว่าลำบากแล้ว จะพาตัวเองกลับลงมายังไงนั้น ยิ่งลำบากกว่า 

คำถามว่าจากจุดสูงสุดนี้ไปแล้วเอาไงต่อ? กลับตอบยากกว่า ทำอย่างไรจึงจะไปถึงจุดสูงได้? เสียอีก! 

 

หนังสือดีนะครับ 

ในระหว่างที่อ่านพร้อมกันอยู่ 5-6เล่ม เล่มนี้เป็นเล่มที่เกือบจะหนาสุด แต่กลับเป็นเล่มที่ตัดสินใจอ่านให้จบก่อนเล่มอื่น เพราะมันดันเกิดอาการอ่านแล้ววางไม่ลง 

 

#เดินข้างเขา_หนาวข้างเธอ 

#คุณากร_วรวรรณธนะชัย

ทะเลฝากมา

การไม่ลงรอยกันระหว่างความคิดและอารมณ์ ทำให้เฉยชาต่อการลงมือเขียน เบื่อๆ อยากๆ เรื่อยมา กระทั่งได้รับของขวัญมาชิ้นหนึ่ง ของขวัญที่มาจากทะเล 

 

#Gift_from_the_Sea คล้ายๆ การผนึกเอาความคิดและประสบการณ์ทั้งชีวิตของผู้หญิงมหัศจรรย์คนหนึ่งอัดเป็นมวลแน่นบรรจุในกล่องของขวัญเล็กๆ ใบหนึ่ง ส่งมาให้เป็น #ของฝากจากทะเล จากแม่ให้แก่ลูกสาว จากย่าให้หลาน จากเพื่อนฝากให้เพื่อน และจากคนเขียนฝากให้คนอ่าน 

 

อาจสับสนได้จากข้อมูลบนปกในว่าพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง ทั้งๆ ที่หนังสือเล่มนี้มีอายุ 60ปีแล้ว 

มันเป็นการพิมพ์ครั้งที่หนึ่งของฉบับครบรอบ 60ปี โดยสำนักพิมพ์ openbooks (เคยมีการพิมพ์ฉบับภาษาไทยมาก่อนแล้วโดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ) 

 

# ผู้หญิงมหัศจรรย์ เป็นนักบินหญิงคนแรกของสหรัฐ ร่วมเดินทางไปกับสามีเพื่อสำรวจเส้นทางบิน เป็นแม่ผู้ทุ่มเทให้ลูกๆ และสามี เป็นนักเขียนนักกวี เขียนบันทึกการเดินทางต่างๆ ทั้งยังเป็นเพื่อนแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบินและการเขียนกับ อองตวน เดอ แซง-แต็กซูว์เปรี ผู้เขียนเรื่องเจ้าชายน้อย 

เธอเสียลูกคนแรกไปจากการโดนลักพาตัว-ฆาตกรรม เสียลูกคนที่เจ็ดไปด้วยการแท้งจากภาวะซึมเศร้า 

เพื่อรักษาความบาดเจ็บของจิตใจ เธอตัดสินใจเดินทางไปใช้ชีวิตตามลำพังเพียงคนเดียวบนเกาะแห่งหนึ่ง 

การอยู่กับตัวเองเพียงลำพังบนเกาะทำให้เกิดการตกผลึกความคิดจากประสบการณ์มหัศจรรย์ของเธอ 

จากนั้นความเป็นนักเขียนนักกวีของเธอก็เริ่มทำงาน ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นหนังสือบันทึกผลึกความคิดที่เธอพบในระหว่างที่ใช้ชีวิตบนเกาะ 

 

บันทึกความคิดของนักเขียนหญิงชาวสหรัฐคนนี้มีความสอดคล้องกับแนวคิดของศาสนาพุทธไม่น้อยเลย 

 

เราไม่อาจอ่านหนังสือเล่มนี้ ด้วยความรีบเร่งได้ เพราะแต่ละบรรทัดนั้นบรรจุแน่นด้วยสารความคิด 

ถ้าคุณหาที่เงียบๆ นั่งลงอ่านมัน คุณอาจยังได้ยินเสียงคลื่นและกลิ่นทะเล 

นักเขียนหญิงมหัศจรรย์ของโลกจริงๆ จึงจะสามารถเขียนหนังสือพิเศษเล่มนี้ออกมาได้ 

 

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในชีวิต และถูกเร่งความเร็วของความอยากได้และความรอไม่ได้เข้าไปอีก ด้วย internet 4G 

เราสามารถหาความสงบ จังหวะเบาสบายของเกลียวคลื่น ความคิดที่ละเอียดอ่อนมั่นคง ความจริงที่ไล่ความลวงอันเปราะบางออกไป จากตัวหนังสือของเธอในเล่มนี้ 

 

เธอเตือนเราว่า เรากำลังแสดงละครสัตว์อะไรกันในชีวิตทุกๆ วัน ทรงตัวเดินอยู่บนเส้นเชือก โดยมิให้ภาระทุกๆ อย่างที่ทูนหัวเอาไว้ร่วงหล่น เดินตัวตรงๆ เข้าไว้ ทรงตัวเข้าไว้ 

ทั้งๆ ที่ชีวิตไม่ได้ต้องการอะไรมากนัก และความเรียบง่ายนั้นสามารถนำอิสรภาพและความสงบมาให้ 

การปลดเปลื้อง… เรายังสามารถอยู่ได้ด้วยความน้อยแค่ไหนต่างหาก มิใช่ด้วยความมากเพียงใด 

 

ขอบคุณของที่เธอเอามาฝากจากทะเล ของฝากที่บอกเราว่า “ความกลัวทำให้เรายึดติดกับอดีตฯ และพยายามไขว่คว้าหาชั่วขณะต่อไปด้วยความละโมบฯ เมื่อหัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก จะไม่มีที่เหลือสำหรับความกลัว ความสงสัย หรือความลังเล เมื่อปราศจากความกลัว เราจะเต้นรำได้ เมื่อผู้เต้นรักคู่เต้นของตนเสียจนลืมถามตนเองว่าจะได้รับความรักนั้นกลับคืนมาไหม” 

 

หนังสือเล่มนี้ ครบรอบ 60ปีแล้วครับ 

เราสมควรฉลองด้วยการอ่านซ้ำสักหกรอบ!