Tag Archives: สืบสวน

ความก้าวหน้าของนิยายสืบสวนไทย

เป็นพัฒนาการของนิยายสืบสวนฆาตกรรมของไทย สมควรแก่คำชมและรางวัลจริงๆ ครับ
เห็นว่ามีเอาทำละครด้วย แต่ก็ไม่ได้ดูหรอก
ซื้อหนังสือมาอ่าน เพราะมีคนพูดถึงเยอะ โดยเฉพาะชื่อหนังสือ
และโดยเฉพาะ “ชื่อมันอ่านว่าอะไร(วะ)?”

#กาหลมหรทึก ชื่อสื่อถึงความโกลาหลวุ่นวายที่เกิดขึ้นในพระนคร เป็นพระนครในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
ซึ่งเป็นนิยายสืบสวนไม่กี่เรื่องที่เล่นใหญ่ และเล่นใหญ่ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ แถมยังจบแบบ โอย! พีค! เป็นการจบที่คนอ่านเอากลับไปนั่งคิดไปคิดมาต่อจนเกือบจะนอนไม่หลับ
ยิ่งเป็นนิยายไทยด้วยแล้ว นิยายไทยสืบสวนที่ทำแบบนี้ได้ในเล่มเดียวจบ มีนับเล่มได้
#ปราปต์ คือนักเขียนนี่ต้องจับตามองเลย นี่คือต้องติดตามอ่านทุกเล่มของเขาแล้ว

โครงเรื่องของการเป็นนิยายสืบสวนฆาตกรรมนี่คือลงตัว สนุก ตื่นเต้น แตะไปถึงด้านมืดของจิตมนุษย์
และเรื่องประกอบที่มาสร้างสภาพแวดล้อม ก็สมควรแก่การยกย่อง ทั้งการเล่าประวัติของสถานที่สำคัญในพระนคร ทั้งศิริราช, เยาวราช, สามแพร่ง, วัดโพธิ์ และอื่นๆ
คนที่มีความผูกพันกับย่านเก่าในกรุงเทพฯ อ่านแล้วมีความสุขกับการบรรยายของปราปต์
คิดถึงเรื่องที่พ่อแม่เล่าให้ฟังถึงการนั่งรถเมล์ไปเรียนหนังสือที่ฝั่งธนฯ คิดถึงการเดินไปกินข้าวที่เยาวราชจากบ้านที่กรุงเกษม
นับในเชิงความรู้ แค่การอธิบายประวัติของแต่ละสถานที่ และบรรยากาศเมื่อในอดีต นี่ก็เป็นการอ่านอย่างมีความสุขแล้ว

ที่ต้องกราบเลยคือ การยกเอาโครงกลอนและกลบทกลอนต่างๆ มาใช้เป็นปริศนาในคดี
นี่มันขั้นเทพชัดๆ
พอยกกลอนกลบทขึ้นมาที่ไม่มีช่องว่างของการไม่สัมผัสเลย อ่านไปนี่เกิดความปิติขึ้นทันที
น้ำตาจิไหลจริงๆ ไม่ได้เวอร์นะ
ขอบคุณครูภาษาไทยมากครับ ไม่ได้ครูสอนเรื่องพื้นฐานของกลอนกลบท เราก็ไม่ได้มีโอกาสดื่มด่ำกับภาษาไทยได้ขนาดนี้ นี่คือมรดกของชาติที่ล้ำค่ามากจริงๆ
นี่ขนาดเคยได้ดูที่วัดโพธิ์มาแล้ว สองสามครั้ง อ่านจบนี้อยากไปอีกหลายๆ ครั้งเลย
ดังที่ครูเคยบอกจริงๆ ครับ วัดโพธิ์นี่แหละ คือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย

ขอกราบคารวะแด่ครูทั้งหลายที่คิดค้นความงามทางภาษาเหล่านี้ ทั้งที่จารึกเอาไว้ และทั้งที่มาสอนเรา เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราซาบซึ้งมาก และดีใจที่เกิดมาครั้งนี้ได้เรียนรู้ศิลปะทางภาษาเหล่านี้
และทั้งหมดนี้ มันพีคที่สุด เมื่อเรามาได้สัมผัสมัน ในนิยายสืบสวน

เห็นเขาบอกกันว่าในละคร ตอนจบไม่เหมือนกับหนังสือนะ เราก็ไม่รู้หรอก ก็ไม่ได้ดู เราอ่านแต่หนังสือ และเราจะเสียใจมาก ถ้าเราไม่ได้มีโอกาสอ่านนิยายเรื่องนี้

Advertisements

เสียงสะท้อน…ก้อง

ใช้เวลาอ่านนานพอสมควร เล่มไม่หนามากก็จริง แต่ต้องต่อสู้กับความง่วง 

เป็นเบสเซลเลอร์ที่อาจจะไม่ได้เหมาะกับใครหลายๆ คน 

ความเห็นเราคือ ‘สนุก’ 

#แฮร์รี่_บอซ ยังคงเป็นมนุษย์พันธุ์ที่หาได้ยากในสังคม แม้ในเรื่องแต่งแบบ Fiction ก็ตาม 

และก็ยังคงความเอกอุในด้านประสบการณ์การสืบสวนคดีแบบตำรวจอเมริกัน 

แบบตำรวจ ไม่ใช่แบบนักสืบเอกชน จึงเป็นความพิเศษของงานสืบสวนแบบ แฮร์รี่ บอซ ที่หาไม่ได้ในนิยายสืบสวนของนักสืบคนอื่นๆ 

 

กลับมาที่ความว่า ‘อ่านแล้วง่วง’

เพราะพี่แกใส่รายละเอียดการสืบสวนของตำรวจลงไปซะล้น รายละเอียดนี้ทำเอาคนอ่านท้อต่อการติดตามอ่านนิยายนี้ได้ 

แต่ในทางตรงข้ามนะ มันก็ขับให้นิยายมีความสมจริงมาก (ถ้าอ่านคู่กับการสืบสวนของ แจ้ค รีชเชอร์ … การสืบสวนของแจ้คนี่กลายเป็นเรื่องลอยๆ ไปเลย) 

ถ้าเป็นฮาร์ดคอร์รหัสนิยาย อ่านแล้วจะฟินกับรายละเอียดของการสืบสวนแบบตำรวจของพี่แฮร์รี่นี่มาก 

 

ความสุดของนิยายเรื่องนี้คือ ความซับซ้อนของอาชญากรรม ไม่ใช่แค่ฆ่ากันตาย หรือฆาตกรรมต่อเนื่องแบบโรคจิต 

มันไม่ถึงกับหักมุมสี่สิบแปดตลบ หรือตื่นเต้นเร้าระทึกหัวใจ มันอาจไม่ดีเด่นปานนั้น แต่มันซับซ้อนและเพียบพร้อมด้วยรายละเอียดที่ดูจริง ตรรกะของอาชญากรรมนั้นถูกเขียนขึ้นมาอย่างดี  

 

ความวิตกจริตของแฮร์รี่ต่อความไม่ลงตัวของข้อเท็จจริงของคดี อ่านๆ ไปแล้วก็คิดถึงปัวโรต์ 

 

ความขัดแย้ง น่าจะเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับมนุษยชาติ นั่นอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก 

แต่ความอุบาทว์คือการหาทางยุติความขัดแย้งด้วยสงครามต่างหาก 

วิบากของสงครามนั้นมีผลตามมาอีกยาวนาน มีผลมาถึงมนุษย์ที่แม้จะไม่ได้เข้าร่วมสงครามนั่นด้วย 

ผลกระทบดั่งเสียงสะท้อนในความมืด สะท้อนกันไปมาเรื่อยไป จนหาจุดสิ้นสุดของเสียงสะท้อนนั้นมิได้ 

 

#เสียงสะท้อนจากความมืด #The_Black_Echo

ด้วยปฏิบัติ

การหน่วงความเร็วในการอ่านให้ช้าลง มันก็ให้เราอินกับหนังสือมากขึ้นได้ 

เราใช้เวลาละเลียดอ่านเล่มนี้อยู่หลายวัน ขนาดละเลียดแล้วกลับรู้สึกอ่านสนุกขึ้น 

ถ้า ปัวโรต์ เป็นนักสืบประเภทที่ใช้สมองอัจฉริยะปะติดปะต่อไขคดี 

อ็อด โทมัส และ อทิติ (เรื่องรุ่นพี่) ใช้ความสามารถพิเศษในการสัมผัสได้ถึงวิญญาณหรือความตาย ในการสืบสวนคดี 

เชอร์ล็อคโฮม อาจใช้ความช่างสังเกตและความละเอียดในการตรวจสอบสิ่งต่างๆ เพื่อไขคดี 

แจ็ค รีชเชอร์ ใช้ทักษะทหารที่สุดยอด ในการสืบสวน 

ในส่วนของ แฮรี่ บอซ ของ ไมเคิล คอนเนลลี่ กลับต่างออกไป เป็นอีกแบบหนึ่ง 
#แฮรี่_บอซ เป็นตัวอย่างมืออาชีพที่พัฒนาทักษะของตนมาจากประสบการณ์ทำงานหลายสิบปี 

ประสบการณ์ในการทำงานเป็นตำรวจสืบสวนคดีแล้วคดีเล่า ทำให้เกิดทักษะพิเศษขึ้น 

ทั้งการอ่านคน การพิจารณาหลักฐาน การสอบสวนพยาน การจัดการกับอาชญากร และวิจารณญาณตัดสินถูกผิด ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มาจากประสบการณ์ทำงานของตัวเอง 

เป็นตัวอย่างที่ดีของการสั่งสมประสบการณ์ทำงาน และเป็นพื้นที่ที่ถูกแบ่งแยกออกจากกันระหว่างนักปฏิบัติ กับนักทฤษฎี 

ไม่ว่าจะงานอะไร สุดท้ายแล้วยังคงต้องการคนลงมือทำ หากมีแต่คนให้ความเห็น หรือ Comment เพียงถ่ายเดียว งานคงไม่ไปไหน และนั่นก็อาจเป็นจุดเด่นของนักปฏิบัติ 

แน่นอนหากพึ่งแต่ประสบการณ์ของนักปฏิบัติล้วน ในงานที่ยากซับซ้อน ก็อาจหลงทางผิดพลาดได้ นี่เองที่นักทฤษฎีจะมาช่วยตั้งคำถามให้คิดให้ครบด้าน แต่ถ้ามีแต่นักทฤษฎีล้วนๆ สุดท้ายอาจแย่กว่าเพราะจะมีแต่คนพูดแต่ไม่มีคนทำ 

ต๊าย! บันทึกไปบันทึกมา ก็เข้าตัว! 
นิยายเล่มนี้ พยายามจะบอกเราว่า บอซพึ่งทักษะที่มาจากประสบการณ์เป็นหลัก สุดท้าย เขาเองก็พลาด จุดเปลี่ยนนั้นอยู่ตรงที่ ต้องใช้เวลาแค่ไหนถึงจะพบว่าต้วเองพลาด และหันกลับมาพิจารณาในแง่มุมอื่นบ้าง ประเด็นเตือนสติที่สำคัญคือความขัดแย้งเชิงตรรกะ เรื่องราวหรือข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถเข้ากันได้ คือสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญ ที่ดังเตือนว่า เขามาผิดทางแล้ว
เป็นงานเขียนของ #ไมเคิล_คอนเนลลี ที่ดีงามมาก แม้ไม่ระทึก ไม่หักมุมคนอ่าน เท่า ฮาร์ลานโคเบน แต่ความรู้จริงเรื่องงานตำรวจสืบสวนของไมเคิล ทำให้นิยายสืบสวนของเขาไปได้เกือบสุดทางในอีกแนวทางหนึ่ง ผลคือเป็นนิยายที่อ่านสนุกมากครับ 

เราสนุกกับความเป็น แฮรี บอซ นะ
ความดีงามสุดของนิยายเล่มนี้คือ ประเด็นคมๆ เรื่องวิจารณญาณในการตัดสินความถูกต้อง แท้จริงแล้วเราสามารถหาความยุติธรรมให้กับทุกๆ คนพร้อมกันได้หรือไม่ กระทั่งความยุติธรรมให้กับอาชญากร 

หากเรายึดหลักการว่า ทุกคนล้วนมีความหมาย เราจะมีวิจารณญาณสามารถตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ใช่หรือไม่? อะไรกันแน่คือสิ่งที่เรียกว่า จริยธรรม โคตรโดน 

แหม! อ่านแล้วก็คิดถึง การถกประเด็น Dilemma เรื่อง Ethics และ Politics ในที่ทำงาน สมัยเรียน ป.โท มากๆ 
#the_Drop #Harry_Bosch 

#แผนเลือดลวง

ใครโดนหลอก 

“คุณไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนลงมือ…ฆ่า” 

#ฮาร์ลาน_โคเบน ทำสิ่งที่ถนัด จึงได้มาเป็นนิยายสืบสวนชั้นดี 

แน่นอน คุณจะยังโดนเขาลากไปลากมา และก็จับหักมุม 

 

เนื้อหาโครงเรื่องกระชับ แต่ มันจบแบบคาดไม่ถึง ที่สุด

ความดีงามของนิยายเล่มนี้ คือโคเบนขยับโครงเรื่องออกไปจากเดิมเล็กน้อย 

ให้ผู้หญิงเป็นตัวเอก และสร้างมิติที่ลึกขึ้นให้กับตัวละคร ทำให้มีความซับซ้อนในตัวละคร เรื่องจึงมีความหนักแน่นในตัวเอง อ่านสนุก แล้วพาตัวละครที่มีมิติมาดำเนินเรื่องแบบกระชับจากปริศนาหนึ่งไปอีกปริศนาหนึ่ง ซับซ้อนขึ้นเป็นชั้นๆ กลายเป็นอ่านวางไม่ลง 
Signature ของโคเบนคือ มีแกนหลักของเรื่องเป็นสถาบันครอบครัว ปมในครอบครัวเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหลาย 

ถ้าเรายุติกันในครอบครัวได้ นั้นคือการป้องกันอาชญากรรมที่แท้จริง 

โคเบนยังคงส่งสารนี้ออกมาซ้ำๆ ในนิยายของเขาทุกเล่ม 

 

แต่ความที่ ตัวเอกเก่งมาก ทำให้มีลุ้นน้อยหน่อย เพราะชัวร์ว่าจะเอาตัวรอดในทุกสถานการณ์แน่ ไม่ต้องลุ้น จึงตื่นเต้นน้อยไปหน่อย นี่ดูคล้ายจะเป็นจุดอ่อนสำคัญของสไตล์นี้ ยังต้องมีความพยายามขึ้นอีกเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับคนอ่าน (ขนาดเก่งโคตรๆ อย่างซาเสี่ยวเอี้ย หรือโป้วอั๊งเซาะ โกวเล้งยังจับมาปั่นให้ตกสู่ความวิบัติให้คนอ่านลุ้น นี่คือความเทพของโกวเล้ง) 

อีกประเด็นหนึ่งคือ ในเรื่องนี้ โคเบน Master of Twist ของเรา พยายามหักมุมในตอนจบอย่างตั้งใจ ความตั้งใจที่มากเกินไปนี้ประสบความสำเร็จในแง่สร้าง Surprised ให้กับคนอ่านได้จริงจัง แต่ความตั้งใจที่มากเกินเลยทำให้เกิดอาการไม่สมเหตุสมผล 

แต่นั่นแหละ ทั้งสองประเด็นนี้อาจเป็นแค่เรื่องรสนิยมในการเสพอาชญนิยายของแต่ละคน จะอย่างไร การผูกปมปริศนาของอาชญากรรม และการหักมุม ก็เจ๋งมาก ทำให้เรื่องสนุก เป็นนิยายที่อ่านวางไม่ลงอีกเล่ม ก็ไม่ผิดหวังนะ 

 

ประเด็นทิ้งท้ายจากการอ่านเรื่องนี้ ก็คมมาก 

เมื่อเราต้องตัดสินใจ เราแบ่งแยกความดีกับความเลวอย่างไร อะไรคือตัดสินใจถูก บางทีเกณฑ์เหล่านี้เป็นเส้นที่บางมากๆ แต่การตัดสินบนความถูกต้อง กับการตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของตน มักไม่ไปด้วยกัน และมักไปสู่ปลายทางที่ต่างกันสิ้นเชิง 

 

#Fool_Me_Once #อย่าหลอกกัน

ย้อนรอย…บ้าน

นิยายของ #Halan_Coban มักทำให้เราเปลี่ยนใจ อ่านหนังสือ 

หลังจากที่เจอเล่มนี้ที่ร้านหนังสือ กลายเป็นว่า ที่อ่านๆ อยู่ 3-4เล่ม หยุดไว้หมด 

เล่มนี้ เป็นหนึ่งใน Series สืบสวนของ #ไมรอน_โบลิทาร์

ถ้าเทียบ Scale ความระทึกของนิยายสืบสวนที่โคเบนเคยทำไว้ได้สูงสุดในระดับ 9.5 เต็มสิบ เล่มนี้มาได้แค่ 7.5 นะ ไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่เพราะพระเอกคู่หูดันเก่งเกินทั้งคู่ อ่านแล้วเกิดภาพว่า ไม่ว่าจะล่อแหลมอันตรายแค่ไหนทั้งคู่ก็รอดมาได้ชัวร์ และยังกลับไปเอาคืนได้อีก 

ส่วนการสืบสวนก็ดูด้อยลงไป เพราะไม่ได้มีการขบคิดไตร่ตรองข้อเท็จจริงที่ได้มามากนัก (อาจติดภาพนักสืบแบบเฮอร์คูล ปัวโรต์ มากไปนะ) 

แต่ว่า การไล่ล่าหาข้อเท็จจริงต่างๆ นี้ก็ไม่ธรรมดาเลย เทียบชั้นนิยายสายลับได้อยู่ 
แม้จะอ่านแล้วดูด้อยลงกว่าเล่มอื่นๆ แต่ไม่น่าผิดหวัง! 

ก็ยังนับเป็นผลงานระดับโคเบน 
นิยายของโคเบน ยังคงทำให้เราตั้งคำถามในทุกๆ หน้ากระดาษ ชักจูงคนอ่านไปตามตัวหนังสือทีละบรรทัด มีเฉลยบ้าง เฉลยคำตอบหนึ่งแล้วก็นำคนอ่านไปสู่คำถามถัดไป และถัดไป 

…และแล้ว ก็ขยี้ๆ คนอ่านด้วยการหักมุมตอนจบ 

คือเจ้าพ่อแห่งนิยายสืบสวนที่หักมุมตอนจบ 

โอย! เขียนได้ไง หักมุมมันทุกเล่ม 

ดังนั้น ถ้าเราอ่านแบบว่า อ่านตอนต้นแล้วข้ามมาอ่านตอนท้ายเล่มเลย หรืออ่านจบแล้วไปเล่าตอนจบให้คนอื่นฟัง นี่คือความพังพินาศของนิยายสืบสวนนี้ 

อย่าทำๆ 

จงดื่มด่ำกับการหักมุม เพื่อความบันเทิงและการได้ฉุกคิด 
ยังคงฉกาจมาก ในการนำประเด็นความรักและความสัมพันธ์ในครอบครัวมาเป็นแกนของเรื่อง 

นี่เองที่เป็นความหนักแน่นของนิยายของโคเบน ปมความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นพื้นฐานของเรื่องราวทั้งหมด 

เมื่อเรา #ย้อนคืน ทั้งหมดกลับมา ทุกอย่างมักเริ่มต้นจากที่บ้าน 

โคเบน ฝังประเด็นในเรื่องนี้ให้เราคิดได้ว่า ชนวนจากปมในครอบครัวคือจุดเริ่มต้นของหายนะ 

เตือนสติให้เราอย่าด่วนสรุปหรือมองข้ามปมความสัมพันธ์ในครอบครัว การรักษาศีลธรรมพื้นฐานง่ายๆ คือความมั่นคงของสถาบันครอบครัว และ… สังคมรอบๆ 
แม้ไม่ได้ระทึก ใจเต้นวางไม่ลง 

แม่ไม่ได้ลึกลับ ซับซ้อนซ่อนเงื่อน 

แต่ความเอกอุของการหักมุม การวางเรื่องราวอาชญากรรมโดยมีประเด็นภายในครอบครัวเป็นแกน และยังฝากประเด็นให้คิดต่อ 
นี่จึงเป็น อาชญนิยายที่ดีเล่มหนึ่งทีเดียว

รุ่นน้อง ก็สยอง

​สนุกดี 

มีพัฒนาการขึ้น คือเป็นขั้นกว่าของภาคแรก และคงติดตามต่อ เพราะคาดว่าจะมีขั้นสุดเป็นภาคถัดไปตามมาในที่สุด 

ยังคงเป็นเรื่องราวสืบสวนรายการฆาตกรรมต่อเนื่องในอดีต ระทึกขวัญใช้ได้ ยังคงความพอดีของการเขียน เป็นสไตล์เฉพาะตัวของผู้เขียน #วิศิษฏ์_ศาสนเที่ยง ไปแล้ว

ขอติก่อน 3จุด 

จุดแรกที่ตอนท้ายเรื่อง มีการกระชั้นเรื่องช่วงไคล์แมกซ์ เข้าใจว่าอาศัยการกระชับความเพื่อเร่งความเร้าใจในตอนจบ แต่ความรู้สึกเราคือคุมการเปลี่ยนจังหวะไม่เนียน จังหวะมีกระตุกเล็กน้อย เฉลยง่ายไป 

จุดที่สองคือมีการผูกปมในเรื่องไว้ได้ดีเลยหลายๆ ปม แต่ก็ไม่ได้เอาปมพวกนั้นมาขยี้ต่อ เสียดายของฮะ ถ้าเป็นงานเขียนเทพๆ จะมีการขยี้ปมเหล่านี้มาต่อๆ กัน ผูกกันแล้วจับหักมุม เลยทำให้เรื่องมันยังไม่ถึงจุดพีค 

และจุดที่สามคือ การสืบสวนดูจะพึ่งพาคุณวิญญาณต่างๆ จนน้ำหนักในการสืบสวนโดยอาศัยการพิจารณาตรรกะเพื่อปะติดปะต่อหลักฐานต่างๆ ดูด้อยไป อันนี้จะขัดใจนักอ่านจำพวกตรรกะนิยมอยู่มาก ถ้าให้น้ำหนักในการสืบสวนตามข้อเท็จจริงที่พบมากขึ้น จะทำให้การถ่วงน้ำหนักระหว่างโลกของความเชื่อเรื่องผีกับโลกแห่งเหตุผลในเรื่องดูสมดุล ดูพอดีมากขึ้น แต่ก็เถอะนะนี่มันนิยายผีนี่นา (รึป่าว?) 
แต่ ไม่แย่นะ เรายังอยู่ข้างเชียร์นิยายเรื่องนี่อยู่ดี 

เพราะแม้ว่าจะติติงไปถึง 3 ประเด็น แต่มันก็เป็นจากความคิดส่วนตัวของเรา นิยายนี้ก็ยังสนุกอยู่ดี 

ถ้าเทียบ เราให้คะแนนความสนุกในภาคนี้ #รุ่นน้อง สนุกมากกว่าภาคที่แล้ว #รุ่นพี่ อีก

การดำเนินเรื่องไม่มีว่าน่าเบื่อเลย  
ยังคงดีงามกับการเลือกใช้กลิ่นของวิญญาณมาใช้ดำเนินเรื่อง เขียนได้ดีเลย เข้าใจคิดมาก ยิ่งการค่อยๆ แยกแยะ Layer ของกลิ่นแต่ละกลิ่นออกเพื่อ Focus เข้าหากลิ่นของวิญญาณเป้าหมาย โหย! เป็นไอเดียที่น่าทึ่ง 

และยังคงความรู้สึกเป็น Theme เดิม คือ ความรู้สึกที่คล้ายอยู่ตรงนั้นและไม่คล้ายอยู่ตรงนั้นในเวลาเดียวกัน มีความหลอนตรงนั้นโดยพลัน แม้ไม่ต้องหลอนเต็มสิบ ความหลอนโดยใช้ตัวหนังสือสร้างกลิ่นแบบนี้เอาแค่เจ็ดเต็มสิบ ขนก็ลุกแล้ว 

สำหรับเรา นี่คือความพอดีๆ ในการสร้างความหลอนโดยไม่พยายามไปขยี้มันเยอะ เพื่อให้ไม่ให้ความหลอนนี้ไปเด่นเกินความซับซ้อนของรูปคดีในเรื่อง 
ขยายจากประเด็นเรื่องกลิ่นของวิญญาณ ภาคนี้มีเพิ่มเติมประเด็นว่า วิญญาณคือพลังงานเข้มข้นที่พยายามจะคงสภาพสุดท้ายของการมีชีวิตอยู่ ผูกประเด็นโดยการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้วย จริงไม่จริงเป็นเรื่องไม่ต้องคิดมากนัก (เพราะมันคือนิยาย) แต่นี่คือไอเดียที่เจ๋งดี และวิธีการเพิ่มประเด็นเรื่องสภาพของวิญญาณตามสภาพสุดท้ายของการมีชีวิตอยู่นี้ ดูเนียนดี และน่าคิดตามมากครับ 
นี่คือความเป็นมืออาชีพของการเป็นผู้กำกับของนักเขียน เขียนนิยายโดยใช้การกำกับตัวหนังสือออกมาเป็นนิยาย แทนที่จะเลือกใช้ถ้อยคำพรรณาบรรยายเป็นร้อยแก้วยาวๆ  

ผลคือความกระชับ ความน่าสนใจ และความเนียนของประเด็น จับลงมาแต่งเป็นนิยายนักสืบสายสัมผัสวิญญาณ 

แม้โครงเรื่องไม่ซับซ้อนมากนัก แต่การวางโครงเรื่องดีมาก การกำกับการตัดต่อฉากต่างๆ ของเรื่องลงตัว โครงเรื่องจึงเด่นและไม่ย้วยยืดเยื้อ 

อ่านสนุกครับ

รัก 6ปี ยังไม่ 7ปี

​ถ้าคุณรักใครสักคน คุณจะลืมเขาใน 6ปี มั้ยครับ 

เหมือนโคเบน พยายามเล่นกับเลข 6ปี หรือยังไง 

หรือเพราะว่ามัน 6 มันยังไม่ถึง 7ปี 

not 7 years itch yet! 


#Halan_Coban คือยอดนักเขียนนิยายสืบสวน ในแนวทางของตัวเองที่มีพล็อตเรื่องหักมุม เคยมีคนเรียกเค้าเป็น the master of twist 

เป็นผู้เขียนนิยายเรื่อง“tell no one” หรือ #อย่าบอกใคร
ยังคง Signature ของโคเบน แบบไว้ลายเลยเล่มนี้ ซึ่งเราเห็นพัฒนาการด้านความลึกของความคิดของตัวละคร ช่างเป็นนิยายสืบสวนที่ขยี้ถึงปูมหลังของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม 

เรายังไม่เคยอ่านนิยายสืบสวนเล่มไหนที่ขยี้ไปยังปูมหลังของแต่ละตัวละครได้ขนาดนี้มาก่อน และมันคือนิยายสืบสวนที่ดีงาม เพราะใส่ใจถึงที่มาที่ไปของพฤติกรรมของตัวละคร ทำให้หลักของนิยายสืบสวนคือตรรกะของเรื่องนั้น มันหนักแน่นและดูจริงมาก 

นี่ยังไม่นับพล็อตหักมุมตามความถนัดของโคเบน ขนาดเรื่องนี้ ลดการพาเอาผู้อ่านไปหักเหลี่ยมหักมุมทิ้งซึ่งๆ หน้าแล้ว ความระทึกระหว่างการอ่านไม่มีลดเลย คืออ่านแล้ววางไม่ลงเหมือนเดิม 

ของคารวะครับ โคเบนเขียนนิยายออกมาได้ระทึกจนอ่านวางไม่ลงได้ทุกเล่ม ระทึกมากหรือน้อยอย่างไร ก็ไม่มีตกมาตรฐานนี้เลย 

เราก็เตือนตัวเองไว้แล้ว เอาเข้าจริง พอพลิกอ่านหน้าแรก มันก็เริ่มแล้วระทึกรัวๆ จนไม่สามารถวางหนังสือลงได้ จนไปจบเอาที่ตัวอักษรตัวสุดท้าย 
น่าจะเรียกว่านิยายรักได้เช่นกัน 

เพราะมันเป็นเรื่องราวสืบสวนที่มีความรักเป็นแกน ซึ่งโคเบนลงน้ำหนักได้พอดีๆ อย่างสวยงามมาก คือไม่ว่าเรื่องจะระทึกยังไง แต่ความโรแมนติกของเรื่องจะมีมากกว่าความระทึกนั้นอยู่เล็กน้อยเสมอ 

เฮ้ย! เจ๋งมากครับ 
ความรักกับความหลงนั้น คลุมเครือกันเสมอในจักรวาลเบี้ยวๆ นี้ แม้เส้นบางๆ ระหว่างทั้งสองที่มีอยู่นั้น ก็บิดเบี้ยวอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ บางทีมันก็คล้ายว่า ไอ้เส้นบางๆ ที่เป็นเส้นเขตแดนของความหลงไม่ใช่รักนั้น มันละลายจมหายไปในความหลงหรือความรักไปแล้ว 

โคเบนใช้ระยะเวลานานหลายปีตามที่เขาถนัด และในเรื่องนี้คือเวลา 6ปี มาเป็นเขตแดนที่นิยามว่านี่คือรักแท้ มิใช่หลงหรือแค่กามตัณหานะจ๊ะ 

แต่เราเองก็ตะหงิดๆ ว่าทำไม 6ปีวะ ถ้ามากกว่า 7ปี เหมือนที่เคยใช้กับเล่มอื่น มันจะดูอินเลิฟจริงกว่านี้นะ 

ก็ทึกทักเอาเองว่า ก็มัน not 7 years itch yet ไง 

โอย! เราก็ตีความเอาเองว่า นี่เป็นการฉีกเรื่องออกมาอีกหน่อย ให้มันมีความคลุมเครือระหว่างความรักกับความหลงอยู่บ้าง ซึ่งมันก็เจ๋ง เพราะมันทำให้อ่านแล้วรู้สึกกับตัวเอกว่า “นี่เอ็งรักเขา หรือหลงเขากันแน่วะ?” 

555 อันนี้ก็ดีงาม เพราะมันแอบย้อนแย้งเล็กๆ มึนๆ กับสภาวะโรแมนติกแบบนี้ดี 
นอกจากเรื่องความรักชายหญิงแล้ว 

ความรักของครอบครัว พ่อแม่ลูก ก็คืออีกหนึ่ง Signature ที่ดีงามของโคเบน เขาเข้าใจประเด็นนี้และเขียนออกมาได้ลึกดี ปมเรื่องความรักในครอบครัวก็คือปมสำคัญที่สุดของทุกตัวละคร เฉกเช่นกันกับพวกเราในชีวิตจริง 
นี่อาจไม่ใช่เรื่องที่มีการหักมุมมากที่สุดของโคเบน เรื่อง tell no one หักมุมมากกว่า 

แต่นี่เป็นนิยายสืบสวนที่ดีงามกว่าในแง่ที่มันเป็นนิยายสืบสวนที่มีความรักเป็นแกนดำเนินเรื่องทั้งหมด 

หรือจะพูดว่า มีความรักนำทาง 

จะดีเพียงไร หากเราใช้ความรักนำทาง 

แล้วเราจะหลงทางมั้ย หรือมันจะพาเรา #สาบสูญ ไปในความรัก 
#ขอให้ความรักคุ้มครอง