Tag Archives: Book

คนแปลกหน้า บาดแผลในอดีต และเป็นเหตุผลของกันและกัน

ใช้เวลาว่างในระหว่างเวลางาน นั่งลงเขียนถึงนิยายเล่มนี้

ความเลวๆ แบบแอบซ่อน ดูจะเข้ากับเนื้อเรื่อง #Mr_Mercedes ของ #Stephen_King

475516.jpg

อ่านนิยายเรื่องนี้ พาให้เราพลันนึกถึงอารมณ์หนึ่งที่เคยพบ

ที่เมืองปาย เมื่อหลายปีก่อน ในร้านกาแฟหนึ่ง ในเวลาไกลจากแดดตอนเที่ยง
ในที่แห่งนั้น ยังมีคนแปลกหน้าไม่รู้ทีมา ไม่รู้สัญชาติ
คนแปลกหน้าต่างคนต่างนั่งลงอยู่ในร้านด้วยบรรยากาศดิบ แล้วกลับรู้สึกได้ถึงบาดแผลในจิตใจของแต่ละชายหญิงแปลกหน้าเหล่านั้น ต่างอาศัยบรรยากาศดิบของร้านกลบฝังอดีตที่ต่างไม่ยอมให้มันโผล่กลับขึ้นมา ไม่เล่าถึง ไม่นำพา ไม่หวนคืน
แต่จะอย่างไร อดีตเหล่านั้นก็กลับยังส่งกลิ่นออกให้คนรอบข้างได้สัมผัส
เนื้อเรื่องในนิยายนี้ทำให้นึกถึงอารมณ์แบบในร้านแห่งนั้น
เรื่องที่ไม่เปิดเผยของคนแปลกหน้าเหล่านั้น ไม่ได้น่าค้นหาหรือไม่ได้น่าสนใจแต่อย่างใด แต่มันกลับมีสภาวะบางอย่าง สภาวะที่ดึงดูดให้เกิดอารมณ์อยากนั่งอยู่ด้วยกัน ณ ตรงที่นั้น ตราบเท่าที่เราจะพอมีเวลา
หรือเราล้วนต่างเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มคนแปลกหน้านั้นด้วยเช่นกัน ต่างคนต่างดึงดูดซึ่งกัน

อะไรที่มันทำให้พลันนึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมา

ตัวละครของสตีเฟนคิง หลากหลายตัวตนในเรื่องนี้ บ้างตกในสภาวะซึมเศร้าไม่เห็นขอบเขตแต่กลับแปลกแยกมีสำนึกผิดชอบ บ้างอยู่ระหว่างอมปากกระบอกปืนเตรียมอัตวินิบาต บ้างกำลังถูกซ้อมทำร้ายปางตาย บ้างถูกทำร้ายโดยคู่ชีวิต บ้างถูกทำร้ายโดยครอบครัว บ้างถูกทำร้ายโดยสังคม และบ้างก็กำลังจมอยู่ในทะเลทุกข์แห่งความรับผิดชอบไร้ทางออกและถูกดูดจมลงไปทุกทีๆ
ตัวละครเหล่านี้พลันมาปะกันในโศกนาฏกรรมหนึ่ง บ้างบางคนเป็นผล บ้างบางคนเป็นเหตุ และบ้างบางคนกลับพยายามหาเหตุผล
โศกนาฏกรรมหนึ่งกลับกลายเป็นเหตุผลในการมีชีวิตอยู่สำหรับคนที่กำลังจะลงมืออัตวินิบาต โศกนาฏกรรมหนึ่งก็กลับกลายเป็นเหตุผลให้อีกคนลงมือฆ่าคนอื่นๆ
เป็นเรื่องที่ย้อนแย้งเสียจนเกือบที่จะน่าขัน แต่มันก็กลับจบลงด้วยความตาย เป็นระลอกๆ ตามมา

สมกับฝีมือนักเขียนชื่อสตีเฟนคิง นิยายหลอนที่ลากคนเข้าไปเสพความระแวงที่มีแรงดึงดูด ไม่มีจังหวะให้ไว้วางใจกับสถานการณ์ใดแต่ก็ไม่ได้คิดจะปลีกตัวออกมา
เทคนิคการเล่าเรื่องที่แม้จะเปิดเผยตัวฆาตกรไว้เลยตั้งแต่ต้น แต่ก็ยังไม่ลดวามกังวลระแวงลงเลยตลอดทางที่อ่าน
ประกอบกับการสร้างความลึกให้กับตัวละครแต่ละตัวให้มีมิติ เป็นจริง เหมือนเราอาจจะเดินไปพบปะได้ในชีวิตจริง
ประสบการณ์อ่านนิยายแบบนี้ ยากที่จะหาได้จากนิยายทั่วไป
ที่พิเศษมากๆ คือพอเราลองตามรอยนิยายเข้าไปใน website ที่ตัวละครในเรื่องใช้สื่อสารกันระหว่างดำเนินเรื่อง เราได้พบกับข้อความที่ฆาตกร Post ทิ้งเอาไว้จริงๆ ด้วย

ที่ขัดใจระหว่างการเสพเพียงอย่างเดียวคือ การเขียนนิยายของสตีเฟนคิง มีลักษณะของการเร่งการดำเนินเรื่องในช่วงท้ายที่กำลังดำเนินเรื่องเข้าสู่จุดไคลแม็กซ์หรือตอนสำคัญที่สุดของเรื่อง เกิดผลเหมือนแรงกระชากลากถูคนอ่านให้เสียจังหวะเดิมและสร้างเป็นเหตุการณ์ที่ดูไม่สมเหตุสมผลขึ้นมาบ้าง ด้านหนึ่งคือเป็นลักษณะการดำเนินเรื่องของนิยายสืบสวนปกติเพื่อทำให้มันตื่นเต้นตอนไคลแม็กซ์ ด้านหนึ่งคือการทำให้นิยายสืบสวนนี้มีความเป็น Pop ให้เข้ากับตลาดวงกว้างเป็น Best Seller ได้ นักเขียน Best Seller หลายๆ รายก็ใช้การเร่งจังหวะดำเนินเรื่องแบบนี้ทั้งนั้น
มันทำให้อ่านสนุกนะ สนุกมากด้วย เพียงแต่เราแค่อยากให้งานของสตีเฟนคิงทำอะไรที่มันพิเศษกว่านี้

บาดแผลจากอดีต ความซึมในความเศร้า ความดิ่งในความทุกข์ ทั้งหมดที่ยังไม่สามารถตั้งสติและยังรู้ไม่ทันมันได้ มันคล้ายมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน มีแรงดึงดูดในสิ่งที่เหมือนๆ กัน
นิยายไม่ได้หาทางออกให้ มีเพียงตัวเราเท่านั้นที่ต้องหาทางออกนั้นด้วยตัวเอง
นิยายเรื่องนี้ไม่ได้บอกเล่าทางออกใดๆ หรือชี้ความกระจ่างของปลายทาง เพียงทำหน้าที่ช่วงใช้ความดิบดาร์คเหล่านั้นสร้างความบันเทิงให้ผู้เสพ และมันทำหน้าที่นั้นได้ดีมากเสียด้วย

อ่านจบ ดีใจว่ามันยังไม่จบ! มันมีภาคต่อ ยังมีนิยายเล่มอื่นของคิง

Advertisements

แด่อนาคต ด้วยปัญญา

อยากมองไปในอนาคต อยากใช้ชีวิตต่อในอนาคต ต้องใช้ปัญญาอยู่บ้าง ปัญญาที่จะเข้าใจเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นและเข้ามา

อาจจะเป็นปัญญาที่เรามีอยู่ หรือปัญญาที่เรากำลังขวนขวานมาเป็นปัญญาของเราในอนาคต

 

#ปัญญาอนาคต หนังสือเขียนโดยคุณ #ภิญโญ_ไตรสุริยธรรมา เป็นหนังสือที่มีคนชื่นชมให้ได้ยินอยู่มาก

Non-Fiction of the Year 2016 ที่ถึงกับมีคำนิยมว่า “ถ้าปีนี้มีเวลาอ่านหนังสือเล่มเดียว ให้อ่านเล่มนี้”

เมื่อคราวถึงโอกาส ก็หยิบเอาที่ซื้อเก็บไว้มา ได้อ่านกันเสียที 

 

หนังสืออ่านง่ายกว่าที่คิดไว้มากเลย

ลึกๆ แล้วก็มีผิดหวังบ้าง

จากที่หวังไว้ว่า จะต้องโดนข้อมูลและประเด็นในหนังสือกระแทกสมองและหัวใจจนหมอบ แต่กลับอ่านจบได้โดยไม่เหนื่อย

แต่นี่ ก็กลับเป็นข้อดีอีกด้านหนึ่ง

พอหนังสืออ่านง่าย มันก็ทำให้สามารถเก็บประเด็นได้เรื่อยๆ สำคัญแต่จะเก็บเกี่ยวไปใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด  

 

ถ้าเรายังใช้ชีวิตอยู่ วันหนึ่ง อนาคตต้องเดินทางมาถึงเรา

เมื่อการเปลี่ยนแปลงในโลกมันเร็วขึ้นๆ อนาคตก็มาถึงตัวเราเร็วขึ้น รู้สึกตัวเสียอีกที อนาคต(ของเมื่อวาน)ก็อยู่ตรงหน้าเราแล้ว และผู้ที่จะอยู่รอดจากอนาคตที่อยู่ตรงหน้าเพื่อไปพบกับอนาคตอันถัดไป อาจไม่ใช่ผู้ที่แข็งแรงที่สุด แต่เป็นผู้ที่ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้

 

474671หนังสือเริ่มต้นตรงที่ การปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลง สำคัญที่สุดคือการฝึกฝนและพัฒนาตนเอง

จะฝึกฝนอะไรจะพัฒนาอะไรๆ ได้ เริ่มต้นกันที่การรู้จักตัวเองก่อน

แล้วหนังสือก็ชี้ประเด็นไปที่ การรู้จักตัวเองคือรู้ด้วยว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร ถนัดหรือไม่ถนัดอะไร

เร่งพัฒนาสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราถนัด พัฒนาจุดแข็ง ย่อมไปได้ไกลกว่าและเร็วกว่าการไปพัฒนาอะไรที่ไม่สอดคล้องจุดแข็ง และนี่ก็ดูจะขัดกับแนวทางการศึกษาของโรงเรียนไทย ที่ให้เราต้องเรียนทุกๆ อย่าง ทุกๆ ด้าน เพราะมุ่งเตรียมด็กนักเรียนป้อนเข้าเป็นแรงงานมาตรฐานในระบบเศรษฐกิจ

ทั้งๆ ที่ระบบเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน มันได้เปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว

อย่างไรก็ตาม จะเรียนอะไร จะรู้อะไร ก็ไม่เทียบได้กับการรู้จักและเข้าใจตัวเราเอง

การสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่อีกครั้งจากความผิดพลาดของตนเองด้วยจุดแข็งที่เรามี เป็นกลยุทธ์แห่งการใช้ชีวิตที่สำคัญมาตั้งแต่อดีต

“… เมื่อถูกอนาคตไล่ล่า จงอย่าเสียเวลาในการโหยหาอดีตอันยิ่งใหญ่ อย่าคร่ำครวญเศร้าโศกกับสงครามที่เพิ่งผ่านพ้นไป หากจงเร่งสร้างตนเองขึ้นมาใหม่ …”

“ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวเป็นสิ่งเดียวที่เราต้องการท่ามกลางความสับสน”

แล้วก็จงลงมือทำ ท่ามกลางความฉาบฉวยทั้งปวงเหล่านั้น เพราะเราไม่สามารถรับมือหรือปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่ลงมือทำด้วยตัวเองได้ 

ตั้งสติให้ดี รู้จักตัวเองให้แท้ โอบกอดจุดดีและจุดอ่อนของเราไว้ 

ลงมือด้วยตัวเอง อย่างเด็ดเดี่ยว ไม่ฉาบฉวย จัดการตนเสียก่อน 

ก่อร่างสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่อีกไม่ว่าจะต้องผ่านอีกกี่การเปลี่ยนแปลง (หรือกี่ความเจ็บปวด)

ชุดข้อความสุดท้ายของหนังสือที่คุณภิญโญเขียนเอาไว้คือประเด็นสำคัญที่ต้องครุ่นคิด ที่ต้องขบคิดให้หนัก

“เราจะสร้างสรรค์ตัวเองขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร ในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

และที่แน่ๆ คือ ต้องไม่ใช่ยึดเอาจากความสำเร็จเดิมของเรา หรือเฉพาะจากที่เราเคยเป็นหรือเคยทำเท่านั้น

ความแข็งแรงของความเป็นตัวเราสร้างสรรค์ตัวเราขึ้นใหม่เป็นอะไรได้อีก

 

จะประสบความสำเร็จก็ดี ความล้มเหลวก็ดี เป็นเรื่องของอดีต ไม่มีที่ให้ไปยึดติดอีกแล้ว

ปัจจุบันไปถึงอนาคต เป็นเรื่องของปัญญา

 

“Keep a cool head and maintain a low profile.

Never take the lead but aim to do something big.”

#Deng_Xiaoping

อำมหิต-ยุติ

#ยุติธรรมอำมหิต เป็นนิยายสายลับชั้นดีอีกเรื่องหนึ่งครับ หลังจากมีสาระมาหลายเล่มแล้ว ขอระบายกับนิยายโหดๆ สักเรื่อง

เป็นนิยายที่เขียนออกมานานแล้ว แต่เป็นนิยายเล่มแรกของ #วินซ์_ฟลินน์ ที่เราหยิบได้อ่าน อ่านจากคำนำ ผู้เขียน มีผลงานออกมาหลายเล่มแล้วเหมือนกันโดยมีตัวเอกเป็นสายลับชื่อ #มิตช์_แรปป์ ที่ลองหาดูที่สำนักพิมพ์แพรวพิมพ์ออกมา เห็นมีอยู่สองสามเล่มมั้ง หยิบมาเรื่องนี้ เป็นตอนกำเนิดของตัวเอกพอดี

สนุกและตื่นเต้นพอสมควรครับ ไม่ถึงกับวางไม่ลง แต่ก็นับว่าสนุกมาก

ตามสูตรนิยายสายลับ เล่าถึงการเริ่มต้นเข้าร่วมการฝึกฝนและเป็นสายลับที่เก่งกาจ และเข้าร่วมปฏิบัติภาระกิจแรก

สำหรับคนที่อิน ก็จะสนุกมากกับการที่ได้มีส่วนร่วมกับการเริ่มต้นภาระกิจแรกของแรปป์ ก็เหมือนกับที่เรานั่งดู เจสัน บอร์น ว่าเขาเริ่มต้นอาชีพสายลับนี้อย่างไร

ความขัดแย้งในโลกที่ไม่รู้ว่าจะมีจุดจบอย่างไร เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ไว้ใจกัน สหรัฐ รัสเซีย และตะวันออกกลาง และนอกจากความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันแล้ว ยังมีความแค้นระหว่างกันที่ฝังรากลึกจนไม่รู้ว่าจะมีคำว่าให้อภัยกันได้อย่างไร

นิยายสายลับ ที่เอาความขัดแย้งกันทั้งสามฝ่ายมาเขียนอยู่ในที่ๆ เดียวกัน หาผลประโยชน์ร่วมกัน หักหลังกัน และแก้แค้นกัน สามารถนำมาสร้างสถานการณ์ให้สายลับตัวเอกต้องลงสนามเข้าไปปฏิบัติภาระกิจ

แน่นอน มีอเมริกันเป็นคนเขียน อเมริกันเป็นพระเอกในเรื่อง อีกสองประเทศย่อมถูกวางตัวเป็นผู้ร้ายหรือผู้ก่อการร้ายตามสูตร แต่เรื่องราวการแก้สถานการณ์ระหว่างกัน ฉากหลังในมอสโคว์ และฉากหลังในเบรุต ทำให้นิยายเรื่องนี้ไม่ธรรมดา เรายังคงได้รับสารบางอย่างจากสถานการณ์ความขัดแย้งกันทั้งสามฝ่าย

ไม่ได้โอเคกับจุดเริ่มต้นที่เป็นตัวจุดชนวนของเรื่องราวทั้งหมดในนิยายเล่มนี้เท่าไหร่ เราว่ายังขาดความชอบธรรมบางอย่างอยู่พอสมควร แต่ถ้าอ่านเอาความบันเทิงก็สนุกไปกับมันได้นะ บางทีการเสพความบันเทิงในรูปแบบความรุนแรงแบบผู้ใหญ่ มันก็ช่วยปลดปล่อยความดิบในสันดานของเราได้ ให้มีที่ให้ระบายบ้าง ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนอะไรกับใครที่ไหน แต่ปลดปล่อยมันไปกับความรุนแรงในเรื่องราวตามการอ่าน ฆาตกรรม ลักพาตัว ทรมาน ซ้อม ดึงเล็บ ตัดนิ้ว ฯลฯ

เราจะสามารถยุติได้ด้วยความอำมหิต?

การแก้แค้น การเอาคืน ความรุนแรง ย่อมไม่ใช่คำตอบของความขัดแย้งแน่นอน เพราะมาสร้างผลเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงตามมาอีกมากมาย

การมีสติและการให้อภัย ยังคงเป็นคำตอบที่ดี แต่จะเป็นคำตอบของทุกสถานการณ์หรือไม่ก็ดูจะเป็นการด่วนสรุปไป

บางบริบท หากคู่กรณีไม่ได้อยู่บนระนาบของสันติและการให้อภัย จะมากจะน้อยย่อมต้องเป็นเรื่องของการเอาตัวให้รอดก่อนเป็นส่ิงสำคัญที่สุด

ถ้าตัวไม่รอดแล้วจะได้อยู่ไปมีสติที่ไหน หรือให้อภัยใครที่ไหน

เราไม่ควรแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง แต่การทำทุกอย่างเพื่อให้รอดจากสถานการณ์ที่ฝ่ายตรงข้ามมุ่งร้ายกับเราก็เป็นเรื่องที่จะไม่ทำหรือ

จะชนะการแข่งขันใดๆ ก็เป็นเรื่องหนึ่ง การจะอยู่ให้ได้จนถึงปลายทางที่เป็นเส้นชัยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“นักการฑูตสองคนกับคนของเคจีบีสองคนถูกพวกปาเลสไตน์กลุ่มหนึ่งจับตัวไป … พวกเขาเลยส่งกองกำลังร่วมฯ เข้ามาแล้วเริ่มฆ่าคน”

“นั่นไม่ใช่คำตอบ”

“แล้วมีพวกรัสเซียกี่คนที่ถูกลักพาตัวหลังจากนั้น”

“ศูนย์”

#American_Assassin #Vince_Flynn

ที่มาของภาษาอังกฤษ John Snow และ Ancient One

ตอนเด็ก เรียนภาษาอังกฤษ ก็มีสงสัยเหมือนกันว่าทำไมคำในภาษาอังกฤษมันถึงเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ถามไปครูก็บอกว่าให้จำไปเลย เพราะบางอย่างมันไม่มีคำอธิบาย ครูก็ไม่สามารถอธิบาย จนได้มาเจอหนังสือเล่มนี้ จริงๆ หนังสือก็ออกมานานแล้วเหมือนกัน เราก็ซื้อเก็บเอาไว้นานแล้ว ได้โอกาสหยิบมาอ่านให้จบเสียที

ไม่ใช่ความผิดของใครๆ เลยที่จะไม่รู้ เพราะจะเข้าใจได้ต้องเข้าใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเขาพอสมควรเลยว่า #ทำไมเราเลี้ยงPigแต่กินPork

หนังสือสนุกดีนะครับ

เริ่มต้นเล่มด้วยประวัติของ England และภาษา English เลย

ชอบมาก #คุณหมอชัชพล เขียนเรียบเรียงตาม timeline ไว้ อ่านได้ง่ายเลย

ตอนเรียนหนังสือประถม-มัธยม เดินหาหนังสืออยู่ในห้องสมุดหรือว่าท่องเลขหมวดหนังสือตามระบบดิวอี้ เราก็สงสัยว่าภาษา “แองโกล-แซกซอน” นี่มันคืออะไร เจอชื่อนี้บ่อยแถวๆ หนังสือหมวด 400 ภาษาศาสตร์ ก็ดูน่าจะเกี่ยวข้องกับภาษาอังกฤษนะเพราะมันอยู่ใกล้ๆ กัน สำหรับคนที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์อังกฤษ หรือประวัติภาษาอังกฤษเลย หนังสือเล่มมีคำตอบครับ

เริ่มต้นจากชนพื้นถิ่นบนเกาะบริทานเนียที่อยู่ทางตะวันตกของยุโรป ถูกแยกออกจากแผ่นดินยุโรปด้วยทะเลเปิด ชนพื้นถิ่นผู้ที่เอาก้อนหินมาวางตั้งเรียงๆ กันเป็น Stonehenge (สำหรับสาวก Game of Thrones ถ้าเราเทียบกับตำนาน the Song of Ice and Fire เกาะบริทานเนียนี่ก็คือ Westeros ดินแดนที่ปฐมบุรุษหรือ The First Men เดินทางอพยพข้ามทะเลเพื่อมาตั้งรกราก โดยเดินทางมาจากแผ่นดิน Essos ซึ่งก็คือทวีปยุโรปนั่นเอง ส่วนเด็กแห่งพงไพร หรือ the Children of the Forest บนแผ่นดิน Westeros ก็คือชนพื้นถิ่นที่อาศัยอยู่เดิมบนเกาะ – เริ่มสนุกแระ ^_^)

ประมาณ 3,000ปีก่อน ปฐมบุรุษ เฮ้ย! ชาวเคลต์ (Celts) ก็เดินทางข้ามทะเลจากทวีปยุโรปเข้าไปตั้งรกรากบนเกาะบริทานเนียนี้ ในที่สุดก็สามารถยึดเกาะจากผู้อยู่อาศัยเดิมได้ทั้งหมด ภาษาและวัฒนธรรมของชาวเคลต์ก็กลืนเอาภาษาถิ่นเดิมไปทั้งหมด (เกร็ดเพิ่มเติมจากเรื่อง Doctor Strange ถ้าพอจำได้ Ancient One จอมเวทย์อาจารย์ของ Doctor Stange ก็คือชาวเคลต์โบราณนี่เอง)

พอมาในยุคกรีก ก็มีความพยายามที่กรีกเดินทางข้ามทะเลมาที่เกาะบริทานเนียนี้อยู่บ้าง Julius Caesar ก็เคยข้ามทะเลมาถึง จนในที่สุด เมื่อโรมันควบรวมกรีกได้ ก็ยกพวกมายึดเกาะนี้ ชาวเคลต์ไม่สามารถรบสู้กับพวกโรมันได้จึงอพยพหนีขึ้นไปทางเหนือ ชาวโรมันมาปกครองยึดเกาะนี้ก็เอาภาษาลาตินของตนมาใช้ที่เกาะนี้ด้วย ก็เริ่มมีภาษาลาตินเข้ามาใช้กันบนเกาะ ภาษาเคลต์ที่ใช้กันอยู่เดิมก็ย้ายตามชาวเคลต์ขึ้นไปอยู่ทางตอนเหนือ เลยว่ากันว่าภาษาของ Scotland และ Wales ตอนเหนือของเกาะอังกฤษ ก็คือส่วนที่เหลืออยู่ของภาษาเคลต์โบราณนั้นเอง (ปฐมบุรุษที่ถูกไล่ขึ้นไปอยู่แผ่นดินตอนเหนือ)

ต่อมาโรมันเสื่อมอำนาจ ชาวโรมันที่คุมเกาะอยู่เลยนั่งเรือกลับไปช่วยดินแดนของตนบนฝั่งแผ่นดินใหญ่ ปล่อยเกาะบริทานเนียไว้ (ซึ่งในช่วงที่ว่างจากอำนาจของโรมนี้เอง ที่เกิดตำนานกษัตริย์อาเธอร์ ดาบเอกซ์คาลิเบอร์ เมอร์ลิน และอัศวินโต๊ะกลม)

หลังจากนั้น ชาวแองโกล และชาวแซกซอน ซึ่งเป็นชาวชนเผ่าเยอรมันก็เดินทางมาจากฝั่งยุโรปข้ามมายังเกาะทางตะวันตกแห่งนี้บ้าง และก็สามารถเข้ามายึดตั้งรกรากที่เกาะแห่งนี้ต่อได้ เกิดเป็นอาณาจักรของชาวแองโกลและชาวแซกซอนขึ้นทั้งหมด 7อาณาจักร (Westeros ดินแดนแห่ง 7อาณาจักรของชาวแองโกล-แซกซอน ส่วนชาวเคลต์ หรือ the First Men ที่เป็นพวกแรกที่เคยอพยพมาอยู่ก่อนก็อพยพขึ้นไปตั้งหลักทางตอนเหนือเป็น King of the North โดยมี the Neck เป็นปราการป้องกัน – ยิ่งเขียนยิ่งสนุกแฮะ) ชาวแองโกลและชาวแซกซอนก็เอาภาษาของตัวเองซึ่งเป็นภาษาในกลุ่มภาษาเยอรมันเข้ามาใช้บนเกาะนี้ด้วย มีชื่อเรียกว่าภาษาแองโกลแซกซอน

อยู่ๆ ไปอีกพักหนึ่ง 7 อาณาจักรนี้ ก็ถูกรุกรานโดยพวกไวกิ้งหรือ Norsemen

หลังจากไวกิ้งเข้าไปคุมตอนเหนือของฝรั่งเศสได้ ได้เป็น Duke of Normandy แล้ว ก็เดินทางเข้ามายึดครองดินแดนแห่ง 7อาณาจักรนี้ได้ด้วย และพวกไวกิ้งที่ยกทัพมาจากทางตอนเหนือของฝรั่งเศสนี้ก็เอาภาษา Norse ของไวกิ้งและภาษาฝรั่งเศสแห่ง Normandy ข้ามทะเลมาถึงที่เกาะนี้ด้วย (พวกไวกิ้งแห่ง Normandy นี่ก็คือ Targaryen สินะ)
ไล่เลียงลำดับอีกที่ ก็จะมีภาษาเคลต์ที่ไปใช้กันอยู่ทางตอนเหนือ ภาษาลาตินของชาวโรมันผสมกับภาษาแองโกล-แซกซอนซึ่งเป็นภาษาในตระกูลเยอรมัน จากนั้นก็รับเอาภาษา Norse ของไวกิ้งและภาษาฝรั่งเศสจาก Normandy เกิดเป็นภาษาของอาณาจักรบนเกาะทางตะวันตกนี้ ซึ่งต่อมาเรียกว่า England ภาษาที่ใช้จึงเป็นภาษา English หรือภาษาอังกฤษ

ถ้าเล่าต่ออีกนิดก็คือ จากนั้นแม้ว่า England จะอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ที่มาจาก Normandy ของฝรั่งเศส แต่ต่อมาอังกฤษก็ทะเลาะกับฝรั่งเศสเกิดเป็นสงครามร้อยปี ผลัดกันแพ้ชนะ ทะเลาะกันร้อยปีจนกระทั่งอัตลักษณ์ของทั้งสองประเทศก็แยกออกจากกันชัดเจน ต่อมาภาษาอังกฤษก็ถูกนำไปใช้ในประเทศอื่นที่อยู่ภายใต้เครือจักรภพอังกฤษ ก็มีพัฒนาการต่อๆ ไป

เล่ามาซะยาวเลยเพราะอิน แต่นั่นคือทั้งที่มาและความแปลกของภาษา

นายพรานชาวอังกฤษออกไปหาหรือล่าหมูมา นายพรานก็เรียกหมูว่า pigge ตามภาษาอังกฤษ แต่พอคนในราชสำนักจะกินหมูก็เรียกหมูตามภาษาฝรั่งเศสว่า porc (เลยกลายเป็นกินเนื้อ pork จากเจ้าตัว pig) คนเลี้ยงวัวเรียกเจ้าวัวว่า cow แต่คนในวังเรียกมันด้วยภาษาฝรั่งเศสว่า beuf อะไรทำนองนี้

ภาษาแองโกลแซกซอน เวลาต้องการจะพูดว่า want แต่ Normandy ใช้คำว่า desire

ภาษาแองโกลแซกซอน เวลาจะพบใครจะพูดว่า meet แต่ Normandy ใช้คำว่า encounter

ภาษาแองโกลแซกซอน เวลาซื้อของจะพูดว่า buy แต่ Normandy ใช้คำว่า purchase

เป็นน้ำจิ้มพอไว้เข้าใจ ที่เหลืออยากให้ไปอ่านเองนะ

ประวัติของภาษานี่แค่บทต้นๆ เอง ยังมีเรื่องสนุกๆ อีกเยอะมาก และคุณหมอก็เขียนได้ดีมาก อ่านง่าย มีก็แค่ประวัติมันไหลไปไหลมายาวพอดูว่า โห! กว่าจะมาเป็นคำนี้ มันเกี่ยวกับคำนั้นยังไง

มีอีกสองประเด็นที่ชอบเป็นพิเศษฮะ

เรื่องแรกคือ ทฤษฎีที่ ภาษาละติน (กรีก-โรมัน) ภาษาตระกูลเยอรมัน (Germanic) และภาษาสันสกฤตแบบที่ใช้ในคัมภีร์พระเวท (ฮินดี) นั้นมีรากมาจากฐานเดียวกัน โดยเชื่อว่ามีภาษาแม่ของภาษาทั้งสามตระกูลนั้นเรียกว่า ภาษา Proto-Indo-European (เรียกย่อว่า PIE) ทำให้เราเห็นคำที่มีความหมายเดียวกันและออกเสียงก็คล้ายๆ กันในภาษาต่างๆ ที่ดูจะอยู่ไกลกัน แต่ก็มีความใกล้เคียงกันมาก

หนังสือยกตัวอย่างคำที่แปลว่า “ฟัน” ก็มี ทนต์ (ภาษาไทย) ทูธ (ภาษาอังกฤษ) ด้าน (ภาษาฮินดี) ด้อนท์ (ภาษาฝรั่งเศส) และเดนเต้ (ภาษาอิตาลี)

อีกเรื่องคือ ชุดว่ายน้ำบิกินี่กับก็อตซิลล่านี่ก็มีความเกี่ยวข้องกัน ต่างก็มีที่มาจากระเบิดนิวเคลียร์ที่สหรัฐไปทดลอง ทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ที่เกาะๆ หนึ่งกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ต่อไปพอเห็นสาวๆ ใส่บิกินี่เราก็จะนึกถึงก็อตซิลล่าไปด้วย

ใครอยากหาความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ เล่มนี้น่าอ่านมากครับ นอกจากนี้ คุณหมอยังมีเขียนหนังสืออื่นๆ ออกมาอีกหลายเล่มให้ตามอ่านอีกด้วย

นี่มันคลังความรู้ชัดๆ

#ทำไมเราเลี้ยงPIGแต่กินPORK #นพ_ชัชพล_เกียรติขจรธาดา

แค่รู้ ก็พอดี

เห็นมีหนังสือที่พระอาจารย์ #นวลจันทร์_กิตติปัญโญ เขียนออกมาบรรยายธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่พอสมควร โอกาสดี ได้มีโอกาสซื้อหามาอ่านบ้าง เพื่อเป็นบุญแก่ตัวเอง

นี่เป็นหนังสือเล่มแรกที่เราได้มีโอกาสอ่านหนังสือของพระอาจารย์นวลจันทร์

ความเห็นเราคือ อ่านค่อนข้างยากอยู่บ้าง เพราะต้องมีการตีความตัวหนังสือบรรยายธรรมของพระอาจารย์ แต่ศิลปะการใช้ภาษาในการเขียนบรรยายของพระอาจารย์ดีมากๆ
ได้ดื่มด่ำกับศิลปะการประกอบตัวอักษรและตีความคำบรรยายไปพร้อมกัน

เนื่อหาทั้งหมดอาจเหมาเอาว่าเป็นเรื่องของ #เพียงแค่รู้
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น กับตัวเรา กับคนใกล้ตัวเรา หรือกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี หรือเรื่องไม่ดี ได้ดั่งใจหรือผิดหวัง เพียงแค่รู้ เพียงแค่ดูเฉยๆ เอาแค่เข้าใจเฉยๆ ก็พอดี

เราเพียงแค่รู้ กิจที่ควรทำใดๆ ล้วนอยู่ที่ตัวเรา
รักษาตัวเราได้ ก็ชื่อว่ารักษาผู้อื่นด้วย ผู้อื่นไม่ต้องรักษาตัวเรา เราก็ไม่เป็นภาระให้ผู้อื่น
ถ้าตัวเราไม่สงบ แล้วจะไปทำให้ผู้อื่นสงบได้อย่างไร

เราเพียงแค่รู้ ทำได้ดั่งใจนั้นไม่ได้ บังคับควบคุมนั้นไม่ได้ ยึดเอาไว้ก็ไม่ได้ ขึ้นกับองค์ประกอบอื่นๆ ขึ้นกับเหตุปัจจัย
“อยู่ก็คืออยู่ ไปก็คือไป” เพียง “รู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไร รู้อยู่ว่าอะไรไปอะไรมา”

เราเพียงแค่รู้ ว่านั่งอยู่ หรือว่าทำอะไรอยู่ รู้ชัดว่าทำอะไรอยู่ ทำอะไรอยู่ก็อยู่กับการกระทำนั้นๆ ปัจจุบันเป็นอย่างไรก็รู้ว่าเป็นอย่างนั้น รู้ว่าเป็นอย่างนั้นอยู่

เราเพียงแค่รู้ ที่พอดี ไม่มากไปไม่น้อยไป ไม่ที่รักไม่มักที่ชัง ไม่อคติ รู้ให้พอดี รู้ตามความจริง ไม่พิพากษาตัดสินถูกผิด รู้เพื่อการรู้ “รู้เป็นหน้าที่ของรู้ เป็นเรื่องของรู้ เราไม่ต้องไปยุ่ง” เราไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของการรู้ไม่ได้เป็นเรื่องของเรา

เราเพียงแค่รู้ ความทุกข์นั้น มันเกิดของมันเอง รู้ว่ามีทุกข์ก็จะไม่มีทุกข์
“ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรดับ”
“ทุกข์ดับสนิทเพราะไม่ได้เข้าไปดับทุกข์ ทุกข์อยู่ไม่ได้เพราะอยู่กับทุกข์ได้”
การไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับอะไรเลยเป็นเรื่องผิดปกติ ใช่ที่ผิดปกติ แต่พระอาจารย์แนะว่า แต่ถ้าเป็นปกติที่ผิดแล้ว เราเลือกที่จะผิดปกติดีกว่า เพราะไม่มีเยื่อใยต่อทุกข์แล้วทุกข์ก็จำต้องพรากจากจรไป
ทุกอย่างล้วนชั่วคราว (ทุกข์ก็เช่นกัน) ไม่มีอะไรมาแล้วไม่ไป

เราเพียงแค่รู้ รู้สึกตัว การรู้สึกตัวนั้นจะไม่เปิดโอกาสให้กิเลสทำงาน ถึงมีก็เหมือนไม่มี กิเลสไม่ได้มีไว้เพื่อให้ฆ่าทำลายทิ้ง แต่มีไว้เพื่อไม่ให้ยึดถือ กิเลสก็มีเกิดและมีได้ กิเลสเกิดเองได้ก็ตายเองได้ อยู่ที่ความรู้สึกตัวเองก็ไม่มีช่องให้กิเลส เมื่อกิเลสเกิดก็จะดับไปเอง เราไม่ต้องไปฆ่าทำลายมัน
ทุกอย่างล้วนชั่วคราว (กิเลสก็เช่นกัน) ไม่มีอะไรมาแล้วไม่ไป

เหล่านี้เป็นต้น
ธรรมะที่พระอาจารย์เขียนบรรยาย จะว่าอ่านง่ายก็อ่านไม่ยาก จะว่าเข้าใจยากก็เข้าใจไม่ง่าย อ่านแล้วงงอยู่เหมือนกัน เพราะการเล่นคำกลับไปกลับมาซ้ำๆ ของพระอาจารย์
แต่ถ้าเราลองคิดดู เอาเพียงแค่ให้เข้าใจ เพียงแค่รู้
เพียงแค่รู้ก็คือการปฏิบัติแล้ว
นี้คือคำอธิบายธรรมอีกแบบหนึ่งของ ใบไม้เพียงหนึ่งกำมือในป่าใหญ่ของคำสอนของพระศาสดา

“ตัวร้ายมา เพียงแค่รู้ ว่าจิตหน่าย
พระเอกตาย เพียงแค่รู้ ว่าจิตหมอง
นางเอกมา เพียงแค่รู้ ว่าจิตปอง
เพียงแค่มอง เพียงแค่รู้ ดูอย่างเดียว
ระหว่างดู อย่าเข้าไป ใคร่อยากเปลี่ยน
เพียงแค่เพียร ดูเรื่อยๆ อย่าเฉื่อยเฉย
ใครเป็นใคร เล่นบทไหน อย่าละเลย
ดูเฉยๆ ให้ถูกตรง อย่าหลงทาง” (โดย วิมโลภิกขุ)

คิดมากกับเรื่องไกลตัว?

หนังสือ #WHAT_WILL_MATTER หรือ #หุ่นยนต์_สมอง_คน ของ #ทีปกร_วุฒิพิทยามงคล รวบรวมบทความเทคโนโลยีของเขา เป็นรวมบทความเล่มต่อจาก Mostly Cloudy และ Wake me up when now end เราอ่านบทความของเขา เพื่อติดตามความก้าวหน้าและแนวโน้มของเทคโนโลยี 

เล่มนี้มีธีมเป็นเรื่อง AI หรือปัญญาประดิษฐ์ 

ทีปกรยังคงมาตรฐานการเขียน ทั้งในแง่การให้ข้อมูล การออกความเห็น และการเล่าเรื่อง ไว้ได้ดีมาก เป็นนักเขียนอีกคนที่เขียนบทความเชิงสารคดีที่อ่านสนุกมาก อ่านเพลิน และได้สาระที่ยากจะหาที่อานที่รวมขมวดไว้ด้วยกัน 

 

เรื่องน่าสนใจและน่าคิดตามมากจนไม่อาจแค่ปล่อยผ่านได้ 

อ่านไปสองรอบ เก็บรายละเอียดเพื่อติดตามและตามให้ทันเมื่อจะต้องรับกับความเปลี่ยนแปลง ให้เวลากับแต่ละบทความในหนังสือพอสมควร ทั้งซึมซับและหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อ เรื่องราวที่น่าสนใจหลายๆ เรื่อง 
1. Microsoft ทดลองปล่อย AI ชื่อ Tay มาสนทนากับผู้คนบนสังคม Online ผ่าน Twitter ผ่านไปสัก เกิดเป็นปรากฏการณ์ Algorithmic Bias จากการสนทนากับผู้คนบน Twitter ทำให้เธอกลายเป็นนางร้าย นางร้ายที่เป็น Machine Learning เรียนรู้ความเกรียนจากความเหยียดที่ Social Network ป้อนให้เธอ จนกลายเป็นการเหยีดทางอัลกอริทึม นี่น่าสนใจมาก ถ้าเชื่อผลการทดลองนี้ นี่คือแบบจำลองของจริงของการเกิดขึ้นของ AI ที่จะมาทำลายล้างมนุษย์จากความฉลาดที่มันคิดได้จากการเหยียดทางอัลกอริทึม ตามเนื้อเรื่องในนิยายวิทยาศาสตร์ต่างๆ 

 

2. ทนายอัตโนมัติที่เป็น AI เรียนรู้การว่าความจากคดีในอดีตและผลของคดีในแต่ละกรณี ในที่สุดก็สามารถสร้างความเชื่อมโยงเป็นของตัวเอง สามารถมาช่วยยื่นอุทรณ์ให้กับลูกความของตัวเองที่เป็นมนุษย์ได้ และในทางกลับกัน ก็มีผู้พิพากษาอัตโนมัติที่นำเอาอัลกอริทึมในการ Forecast ความเสี่ยงในการก่ออาชญากรรมของนักโทษมาใช้ในการพิจารณากำหนดระยะเวลาจำคุกของนักโทษ อัลกอริทึมเรียนรู้จากคดีในอดีตแล้วนำมาใช้ระบุความเสี่ยงของนักโทษปัจจุบัน เราสามารถพึ่งความยุติธรรมจาก AI ได้หรือไม่ เพราะมันไม่ควรมีส่วนได้ส่วนเสียเหมือนกับมนุษย์ อย่างใดก็ดี ในตอนจบกลับมีการพิสูจน์พบว่า การตัดสินของอัลกอริทึมนั้นกลับมีการเหยียดหรือ Bias ในการตัดสินอยู่ดี นั่นสะท้อนว่าเป็นเพราะผลการพิจารณาคดีของมนุษย์ที่มันอาศัยเป็นข้อมูลเรียนรู้นั้น ก็เป็นการตัดสินคดีที่มีพื้นฐานมาจากการเหยียดผิว เหยียดเชื่อชาติ หรือเหยียดฐานะ อยู่แล้ว ใช่หรือไม่ หรือความยุติธรรมนั้นไม่เคยมีอยู่จริง 

 

3. ทำการทดลองให้ปัญญาประดิษฐ์ AI (หรือหุ่นยนต์นั่นเอง) สองตัวทำการแข่งขันในเกมๆ หนึ่ง ภายใต้กติกาที่เอื้อให้สามารถเลือกได้ว่าจะแย่งแข่งขันกันหรือจะร่วมมือกัน ผลคือการค้นพบแนวโน้มที่จะร่วมมือกันหรือแก่งแย่งกันระหว่าง AI ทั้งสองตัวนี้ ที่น่าสนใจคือ ถ้าสร้างความได้เปรียบให้ AI ตัวหนึ่งมีความฉลาดมากกว่า AI อีกตัว AI ตัวที่ได้เปรียบจากที่มีความฉลาดมากกว่าเลือกที่จะไปแย่งมาจาก AI อีกตัวมากกว่าที่จะร่วมมือกัน นอกจากนี้ยังพบว่า การประพฤติตัวของ AI จะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับแรงจูงใจในเกมนั้นๆ ดังเช่น ถ้าผลประโยชน์ร่วมนั้นมีอยู่เหลือเฟือ AI จะมีแนวโน้มที่จะร่วมมือกัน แต่หากผลประโยชน์นั้นมีอยู่จำกัด AI มีแนวโน้มที่จะหันมาแย่งกันมากขึ้นเรื่อยๆ ตามผลประโยชน์ที่มีน้อยลงไป เรื่องนี้ก็กลับจะสนุกขึ้นไปทุกทีคือ จากเดิมที่เราเคยเรียน Human Behavior หรือ Organizational Behavior ศึกษาเรื่องพฤติกรรมของคนที่ตอบสนองกับแรงจูงใจต่างๆ ในอนาคตอีกไม่นานหรืออาจจะเป็นขณะนี้ เราจะมีวิชาศึกษา AI Behavior และสองถ้าเราลองพิจารณาในมุมที่เมื่อมีมนุษย์กับ AI โดยที่ทรัพยากรนั้นมีอยู่จำกัดอยู่แล้วและกำลังน้อยลงเรื่อยๆ และในที่สุดแล้ว AI จะมีความฉลาดหรือศักยภาพสูงกว่ามนุษย์ มันจะทำอย่างไรกับมนุษย์ ผลการศึกษานี้น่าจะพอบอกเราได้ในเบื้องต้น 

 

4. กลับมาในวงการข่าวสาร ความน่าสนใจในการนำ AI มาใช้ทั้งในแง่ช่วยเขียนข่าวออกมาเผยแพร่ และทั้งในแง่ช่วยคัดกรองข่าวสารที่มีอยู่มหาศาลว่าข่าวใดที่น่าชื่อถือ ในที่สุดแล้วเราก็จะพึ่งพา AI ทั้งในแง่การคัดกรองข่าวสารที่เราจะรับ และทั้งในแง่ช่วยเขียนข่าวหรือบทความให้เราอ่าน หันกลับมาอีกที ปัจจุบันนี้ก็มี AI แบบนี้ในโลกปัจจุบันแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ FB นี่แหละที่คอยคัดกรองและจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลเรียงร้อยมาให้เราเสพ และยังช่วยปรุงประกอบเนื้อหาบางอย่างมาให้เราเสพด้วย ในเมื่อทุกวันนี้ เราเปิดมาเสพจากมันเป็นช่องทางหลักเสียด้วย ถ้าเราคิดไม่ได้ว่าอัลกอริทึมของ FB นี่มัน Bias ชัวร์ หรืออย่างน้อยมันก็แฝงการเหยียดอะไรบางอย่างอยู่แน่ เราจะเป็นคนที่เหยียดนู่นเหยียดนี่และด่วนสรุปตามมันไปในที่สุด 

 

5. ว่าด้วยการสอนให้ปัญญาประดิษฐ์ AI ให้รู้จักการคิดได้เอง แตกต่างจากการเขียนโปรแกรมให้คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลข้อมูล เพราะการเขียนประแกรมเป็นการบอกคอมพิวเตอร์ว่ามาต้องจัดการกับข้อมูลที่เข้ามาอย่างไร เราเป็นคนกำหนดขั้นตอนเอาไว้ทั้งหมด ในขณะที่การสอน AI เราฝึกมันโดยให้มันเรียนรู้จากข้อมูลมากมายที่เราป้อนให้มัน จนในที่สุดมันก็เรียนรู้หรือเข้าใจความสัมพันธ์ของข้อมูลนั้นด้วยตัวมันเองได้ เราไม่ได้วางขั้นตอนการคิดให้กับมัน แต่ให้มันหาคำตอบด้วยตัวมันเองจากการที่มันทำความเข้าใจความสัมพันธ์ต่างๆ ของข้อมูลมหาศาลที่เคยป้อนให้มันไปเรียนรู้ ในที่สุดแล้วเราจะไม่รู้ว่า AI มันมีวิธีการคิดอย่างไร เมื่อมันหาคำตอบนั้นออกมาให้เรา หรือต่อไป เมื่อเราเห็นหุ่นยนต์ตอบสนองเรา เราไม่รู้หรอกว่ามันคิดอะไรอยู่ เราสร้างพวกมันได้ แต่เราไม่รู้ว่ามันทำงานอย่างไรอยู่ มันมีสามัญสำนึกเป็นของมันเอง 

 

6. ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือ นอกจากตัว AI ที่จะเกิดขึ้นและมีพฤติกรรมที่เราต้องสนใจแล้ว ตัวมนุษย์เองก็จะมีพฤติกรรมไปตามการที่มี AI เกิดขึ้นด้วย ลองดูง่ายๆ เช่นเราให้ AI มาเป็นเพื่อนเล่นกับลูกหลานของเรา แบบแรกเราโปรแกรมให้มันทำตามคำสั่งทุกอย่างที่ถูกสั่ง กับแบบที่สองเราโปรแกรมให้มันพูดคุยโต้ตอบกับเด็กในรูปแบบใดแบบหนึ่งเป็นพิเศษเช่น ส่งเสริมความพยายาม หรือตอกย้ำความล้มเหลวเป็นต้น ไม่ช้าไม่นาน พฤติกรรมของเด็กที่มี AI ตัวนั้นเป็นเพื่อนเล่นนั้น ก็จะมีพฤติกรรมไปทางใดทางหนึ่ง จะเห็นได้ว่าเราสามารถใช้ AI เหล่านี้ให้มีบทบาทในการส่งเสริมหรือลดทอนพฤติกรรมได้ นี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะมันมีแง่มุมของจิตวิทยาและพฤติกรรมมนุษย์ด้วย โดยเฉพาะถ้าเป็นลูกๆ หลานๆ ของเรา หรือง่ายๆ คือเราจะเอาแค่กันไม่ให้ลูกๆ หลานๆ เราไปใกล้เทคโนโลยีเหล่านี้เลย แล้วเรากันได้จริงหรือ 

 

7. อีกประเด็นกับตัวตนของเราในโลก Social Network หรือในโลกเสมือน Virtual Reality เราแยกแยกได้มั้ยว่าตัวเราในนั้นเป็นอีกตัวตนหนึ่ง เป็นคนละตัวตนกับตัวตนจริงๆ ในโลกความเป็นจริง ถ้าเราโดนด่าอยู่ในโลกเหล่านั้น เช่นโดนด่าบน FB หรือเราไปด่าคนอื่นเขา นั่นคือเราทำอย่างนั้นจริงๆ หรือไม่ ในโลกความเป็นจริงเรากำลังถูกด่าหรือเรากำลังด่าคนอื่นอยู่หรือไม่ เรื่องสามารถยิ่งซับซ้อนขึ้นไปได้อีก หากเป็นการที่เราถูกข่มขืน ถูกทำร้าย หรือถูกฆ่าตายในโลกเสมือนหล่ะ? เรากำลังถูกกระทำอยู่ใช่หรือไม่ ถ้าลูกสาวหรือน้องสาวเราเข้าไปเล่นเกมส์ Online หรือ Virtual Reality และตัวตนของลูกสาวเราในโลกเสมือนนั้นถูกผู้เล่นอีกคนลวนลามในโลกเสมือน ในบริบทใหม่ของการดำรงอยู่ในหลายๆ ตัวตนพร้อมกัน นั้นคือตัวตนของเราทั้งหมด หรือตัวตนในไหนบ้างที่เป็นตัวตนของเรา และเรามีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวตนของเราเองได้มากหรือน้อยเพียงใด นี่เป็นเรื่องใหม่ที่เราไม่อาจนำเอาตรรกะเดิมในอดีตมาใช้ในการพิจารณาได้หรือเปล่า เพราะไม่เคยมีครั้งใดในอดีตที่เราจะมีประสบการณ์เช่นนี้ได้ 

 

 

ยิ่งอ่านก็ยิ่งต้องคิด 

บอกได้ว่าสนุกมากกับการอ่าน และกับการได้ฉุกคิด และก็บอกได้ว่ายิ่งคิดก็เริ่มออกอาการกลัวอยู่ นี่จะเป็นบริบทใหม่ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน 

จะบอกว่าคิดมากไปหรือเปล่า คำถามกลับคือ แล้วเราไม่คิดได้หรือเปล่า 

มันเป็นเรื่องไกลตัว หรือจริงๆ แล้วมันอยู่ในชีวิตประจำวันของเราวันนี้แล้ว แต่เราไม่เคยคิดได้เท่านั้นเอง

 

อะไรกันแน่ที่ Matter? ไม่ควรไม่อ่านนะครับ 

เราและผู้คน…บนดาวดวงอื่น

#ปารีสบนดาวดวงอื่น ปารีสในปารีส ปารีสเดียวกันแต่บนดาวคนละดวงกัน
แม้ว่าไม่สามารถจัดประเภทให้หนังสือที่อ่านเล่มนี้ได้ แต่เราก็เพลิดเพลินไปกับหนังสือได้

#โชติกา_ปริณายก ผูกเรื่องราว 13 เรื่องสั้น ที่เกี่ยวข้องกัน อยู่ในปารีสที่เดียวกัน แต่อยู่กันบนดาวคนละดวง เรื่องสั้นแปลกๆ ที่พาเราไปสำรวจมุมต่างๆ ในปารีส

เมื่ออยู่ในสถานที่ที่ไม่ใช่บ้าน
ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว หรือการออกเดินทาง
ถ้าเราได้มีโอกาสตะลอนหรือตระเวณออกไปตามถนน ทางเดิน ตรอกซอยต่างๆ บางจังหวะ บางโอกาส พอเราเงยหน้าขึ้นมา หันไปมอง ก็พลันได้พบกับมุมหรือบรรยากาศพิเศษบางอย่างที่ตรึงเราไว้ตรงนั้น ตำแหน่งนั้น อากาศตรงนั้น แสงตรงนั้น ผู้คนตรงนั้น ภาพตรงนั้น แล้วเราก็หยิบกล้องขึ้นมา ถ่ายรูปเก็บไว้
แม้จะ ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว ไม่ใช่จุดชมวิว ไม่เคยมีใครรีวิวเอาไว้ ไม่มีใครแนะนำ ไม่เคยมีนักเดินทางบ้านเดียวกับเราเคยมาหยุดอยู่ที่ตรงนี้มาก่อน
เกิดเป็นตำแหน่งและช่วงเวลาหายใจส่วนตัวที่ผูกพันกับสถานที่ตรงนั้น พอดิบและพอดี
เป็นความเพลิดเพลินใจพิเศษของคนเดินทาง คนห่างบ้าน ความเพลิดเพลินส่วนตัวที่ยากจะบอกต่อให้คนอื่นเห็นและเข้าใจไปด้วย

ผู้เขียนมีพลังพิเศษ สามารถถ่ายทอดห้วงจังหวะหายใจเข้าออก ณ ที่ตรงนั้น ในปารีส บนดาวคนละดวง มาถ่ายทอดผ่านตัวละครมีชีวิต
แต่ละบท ตัวละครทั้งต่างเป็นตัวเอกในชีวิตของตัวเองและต่างเป็นตัวประกอบในชีวิตของคนอื่น ทั้งผูกพันและไม่ผูกพัน ทั้งสัมพันธ์กันและไม่สัมพันธ์กัน แต่ต่างสัมพัทธ์กันทั้งหมดโดยไม่รู้ตัว
ตัวประกอบในที่หนึ่งไปเป็นตัวเอกในที่หนึ่ง ตัวเอกในที่หนึ่งไปเป็นตัวประกอบในอีกที่หนึ่ง

แต่ชีวิตของเราและคนอื่นๆ ก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ
ใครจะบอกได้ว่าใครเป็นส่วนหนึ่งของอะไร หรือว่า หรือเราล้วนต่างแปลกแยก
บางคนเหงา หรือหลายคนเหงา แต่บางคนกำลังมีความสุขอยู่ในความเหงาท่ามกลางหลายคนที่ทุกข์ในอยู่ในความเหงา

ในงานเขียนนี้ มีแสงที่สวยงาม
สวยงามเสียจนมิอาจหักห้ามไม่ให้พลิกกลับไปเปิดอ่าน ซ้ำๆ อีกครั้ง มิอาจหักห้ามมิให้พลิกกลับไปเปิดดูรูปถ่ายรูปนั้น ซ้ำๆ อีกครั้ง
กลายเป็นหนังสือที่มีเสน่ห์ บรรยากาศที่มีเสน่ห์ ความไม่ผูกพันธ์ที่มีเสน่ห์ ความผูกพันธ์ที่มีเสน่ห์

บนดาวคนละดวงกัน

#Paris_in_Paris