Tag Archives: Book

หนึ่งสัปดาห์ ในสามสิบนาที

กับการที่มีเรื่องมึนๆ มามึนเมาสัมปชัญญะ และภาวะปลดปลงกับความเป็นมนุษย์ กัดกินความอยากลงมือเขียนกับการลงมืออ่านอยู่มาก

ฟื้นฟูสภาพด้วยเล่มเล็กๆ ง่ายๆ เล่มหนึ่ง เสพจบได้ในเวลาไม่เกินสามสิบนาที
บางคนอ่านแล้วอาจจะบอกว่าไม่มีอะไรเลย
แต่เราเห็นต่างกับสามสิบนาทีนี้

มันพิเศษมาก ที่มีอะไรในความไม่มีอะไร

เนื่องจากเป็นคนอ่านหนังสือโดยเอาอารมณ์จากการอ่านเป็นที่ตั้งก่อน แล้วจับปฏิสัมพันธ์ของอารมณ์ระหว่างบรรทัดกับการปรากฏตัวของตัวหนังสือในแต่ละประโยค

หนังสือนี้อ่านแล้วให้อารมณ์บางอย่างที่พิเศษ
บางที หนังสือก็ไม่ต้องหนา เล่มไม่ต้องใหญ่ ตัวหนังสือไม่ต่องเยอะ แต่อารมณ์ดี

จะเคยหรือไม่เคยไป #Melbourne ก็ดี อยากไปหรือไม่อยากไปก็ดี
ถ้านี้เป็น Pocket Guide Book แนะนำที่แวะใน #Melbourne
หนึ่งสัปดาห์ในหนังสือเล่มนี้ บางทีอาจเปลี่ยนอารมณ์และความคิดบางอย่างของเราได้ เป็นหนึ่งสัปดาห์ที่พิเศษ
บันทึกสั้นๆ ง่ายๆ รูปสวย ให้ความหมายอะไรบางอย่าง
เราชอบรูปถ่ายในหนังสือนี้จริงๆ

หนึ่งสัปดาห์กับเมืองแห่ง Street Art, Gallery, รถไฟ, ร้านกาแฟ, และร้านหนังสือ (แว่บนึกถึงเชียงใหม่) เป็นสัปดาห์ที่ล้ำค่า

#One_Week_in_Melbourne

Advertisements

พาสิ่งของไปเข้าสังคม

เป็นหนังสือที่เปิดโลกเรื่องราวของการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งล่าสุดที่ดีมาก

Internet of Things หรืออินเตอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (ตามการแปลของหนังสือเล่มนี้) เป็นคลื่นลูกล่าสุดของการปฏิวัติ! 27540875_10213388461420147_8141074407490428306_n

เห็นตรงว่าจุดเริ่มต้นน่าจะอยู่ตรงที่การประดิษฐ์ Protocol TCP/IP ทำให้ Computer และเครือข่ายของอุปกรณ์ Electronic ต่างๆ เชื่อมต่อกัน คุยกันรู้เรื่อง คล้ายภาษากลางของเครือข่ายต่างๆ ในที่สุดก็เชื่อมต่อกันเป็น www เป็น Internet และปรากฎการณ์เป็นว่าดิจิตอลทำลายอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมไปสิ้นซาก หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฝ่ามือในอีกบางอุตสาหกรรม
ปลายทางมันกลายเป็น หมู่บ้านโลก Global Village ที่เกือบทุกสิ่งถูกเชื่อมต่อ หรือ Online

“สิ่งของถูกเชื่อมต่อกับ Internet เพิ่มขึ้น 100 ชิ้นทุกวินาที และจะเพิ่มขึ้นเป็น 250 ชิ้นทุกวินาที ในปี 2020

Internet of Things จะไปเป็น Internet of Everything
ไม่เพียงแต่วัตถุดิจิตอล (Digital-First) ที่สร้างข้อมูลและส่งออกข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายได้ด้วยตัวเอง ตัววัตถุกายภาพ (Physical-First) ก็จะเข้าสู่โลกดิจิตอลได้ด้วยอุปกรณ์เปลี่ยนโลก นั่นก็คือตัวเซนเซอร์ (Sensor) ต่างๆ
หนังสือเล่มนี้ ชี้ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาการของ Sensor โดยเฉพาะ Sensor ประเภทที่ไม่ต้องใช้แหล่งพลังงาน (Passive Tag) เป็นจุดเปลี่ยนโลก
พวกมันทำให้สิ่งของต่างๆ ในโลกกายภาพส่งออกข้อมูลออกมาได้ เมื่อมีข้อมูลออกมาจากสิ่งของด้วยตัวมันเองได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาข้อมูลจากมนุษย์น้อยลงไป

“ปัญหาคือมนุษย์มีเวลา ความสนใจ และความแม่นยำ ที่จำกัด นี่หมายความว่าพวกเขาจับข้อมูลที่เกิดขึ้นบนโลกจริงๆ ได้ไม่ดีเท่าไรหรอก … พวกเราต้องทำให้ Computer รวบรวมข้อมูลได้ด้วยวิธีของตนเอง เพื่อให้พวกมันได้เห็น ฟังเสียง และสูดกลิ่นของโลกใบนี้ได้เอง”

ทั้งหมด พาเราไปทำความเข้าใจว่า ที่สุดแล้วการใช้งานสิ่งเหล่านี้ถูกจำกัดไว้ด้วยแค่ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเท่านั้น!
Cloud จะกระจายแจกจ่ายทรัพยากรและข้อมูลต่างๆ ให้ผู้ใช้งาน มันได้ทั้งประสิทธิภาพและพละกำลังการประมวลผล เรากำลังพาสิ่งของไปเข้าสังคม สิ่งของกำลังจะพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และข้อมูลคือ Asset หรือสินทรัพย์ที่มีค่า
เส้นทางเดินของข้อมูลจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทั้งหมดคือการเชื่อมต่อกันในรูปแบบใหม่ เกิดจุดตัดใหม่บนถนนสายข้อมูลเต็มไปหมด เราแทบจะจินตนาการเห็นภาพเส้นทางของข้อมูลหลังการปฏิวัตินี้ไม่ได้

ยังมีประเด็นที่น่ากังวลอย่างมากอีกสองประเด็น
หนึ่งคือ ช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี มันจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดช่องว่างของฐานะระหว่างคนกับคนในสังคม
ประโยคในหนังสือ “บางคนอาจเข้าไม่ถึงเครื่องมือและการใช้งานพื้นฐานในการดำรงชีวิต พวกเขาอาจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเอาชีวิตรอดในแต่ละวันหรือเพื่อให้ได้ค่าแรงพอกิน” ช่างกระตุกความคิดเรา “แรงงานส่วหนึ่งจะถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง?”

อีกหนึ่งคือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลและการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของเรา มันอาจไม่ใช่แค่แอบเอา ID เราไปใช้ แต่… “ถ้าใครสักคนข้างนอกนั้นเข้ามาควบคุมสั่งการอุปกรณ์ภายในบ้านของเราโดยเราไม่รู้เรื่อง” หรือ “คนแปลกหน้าสักคนแอบติดต่อเข้ามาคุยกับลูกของเรา?”

อ่านสนุก และเปิดโลกครับ

ก่อนการปฏิวัติครั้งนี้จะสิ้นสุด
ในที่สุดแล้ว จะมีผู้แพ้ และผู้ชนะ ในการปฏิวัติ
เรายืนอยู่ตรงไหน?

#Internet_of_Things
#อินเตอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง

ดีใจที่ที่ได้ให้เล่าให้ฟัง

ชอบเที่ยว ก็ชอบหนังสือที่อ่านแล้วเหมือนได้ไปเที่ยวด้วย
หนังสือที่เล่าเรื่องประสบการณ์การอยู่และการเดินทางในที่ต่างๆ หรือในต่างประเทศ ปัจจุบันก็มีออกมาเยอะ
27072606_10213322890980927_545947782825053570_n
จุดตัดสินความชอบมักอยู่ที่ เราชอบการเล่าเรื่องของหนังสือหรือเปล่า
หรือ เราชอบนั่งฟังคนเขียนหนังสือเล่มนั้น นั่งลงเล่าเรื่องให้เราฟังมั้ย 
ถ้าชอบ แล้วถามว่าชอบเพราะอะไร คงต้องนึกหาวิธีบอก หนึ่งในเหตุผลนั้นน่าจะเป็นความสนุกในการติดตามการเล่าเรื่องประสบการณ์ของคนเขียน

เราชอบการเล่าเรื่องของ #ต้องตา หญิงสาวชื่อไพเราะ เดินทางไปใช้ชีวิตและเรียนหนังสือในประเทศอังกฤษ ที่ไม่ใช่ลอนดอน การเล่าเรื่องของเธอมีเสน่ห์
จริงอยู่ด้วยความน่าสนใจของเมือง Brighton ประเทศอังกฤษ เมืองที่มีชายทะเล สวยงามจะมีอยู่เป็นทุน แต่การเดินทางไปกับหญิงสาวชื่อต้องตานั้น ทำให้มันกลายเป็นเรื่องพิเศษ

ความเป็นธรรมชาติในการเล่าเรื่อง อารมณ์ขัน อารมณ์สนุก น่ารักๆ และความอ่อนไหวต่ออารมณ์ ทำให้หนังสือนี้พิเศษ เป็นหนังสือที่อ่านแล้วมีความสุข
ต้องตา ค่อยๆ พาเราทำความรู้จักผู้คนจากหลายชาติ ต่างภาษา ที่เธอพบเจอที่นั้น ด้วยการเล่าแบบเป็นกันเอง เสมือนว่าเราอยู่ตรงนั้นกับเธอด้วย และเรายัง สัมผัสถึงความคิดถึงของเธอได้ ความคิดถึงที่เธอมีต่อผู้คนเหล่านั้น
การเล่าเรื่องของเธอมีพลังงาน

เช่นนี้เอง
คงมีอะไรพิเศษบางอย่างข้างบน ชักนำพาผู้คน ชักนำพาเรามาพบเจอ เราต่างผ่านเข้ามาในชีวิตของกันและกัน ณ เวลานั้น ณ พื้นที่แห่งนั้น ในเวลาของมัน ไม่เร็วกว่านั้น และไม่ช้ากว่านั้น ล้วนแล้วแต่มีเวลาของกันและกัน บ้างร่วมสุข บ้างร่วมทุกข์ บ้างเข้าเพื่อให้เราได้เข้าใจ บ้างเข้ามาเพื่อจากไป และบ้างเข้ามาเพื่อให้เราคิดถึงยามถึงเวลาที่เราต้องจากกัน
ชีวิต ทั้งเป็นการพบเจอและทั้งเป็นการพลัดพราก เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน
การพบเจอทำให้ความเหงาของมนุษย์นั้นมีความหมาย
ทำให้ความคิดถึงนั้นมีคุณค่า

จะเรื่องเล่า เรื่องบันทึก ก็ทำให้เราคิดถึงเรื่องราวเมื่อครั้นวันก่อน เรื่องเล่ายิ่งมีพลัง ความรู้สึกยิ่งพลุ่งพล่าน
บางเรื่องที่ลืมไปแล้ว บางเรื่องที่ไม่เคยลืม ทั้งหมดให้เวลาเราได้ทบทวนถึงมันอีกครั้ง
และเรามักได้พบแสงสว่างบางอย่าง จากการทบทวนเรื่องข้างใน

เผลอปล่อยใจไปกับตัวอักษรในหนังสือ พาเราล่องลอยไปกับเรื่องของเธอก่อน จากนั้นก็พาเราไปยังเรื่องอดีตของเรา ละเมียดไปกับการอ่านสักพักใหญ่ ปล่อยใจไปกับมัน จากนั้น ปล่อยให้สติได้ทำหน้าที่
สติจะเตือนเราว่า วันนี้เองก็ดี ในที่สุดแล้ว มันจะกลายเป็นอดีตของวันพรุ่งนี้ เช่นกัน
คนที่เราพบเจอกันในวันนี้ จะกลายเป็นคนที่จากไปในวันพรุ่งนี้ พรุ่งๆ นี้ เช่นกัน
หรือก็อาจเป็นเราเองที่ต้องจากไป
แล้วเราจะนึกขึ้นได้ว่า เราควรจะอยู่กับวันนี้อย่างไร เพราะอดีตที่ผ่านมาบอกกับเราไว้แล้ว

ขอบคุณ การเล่าเรื่องแบบเป็นกันเองน่ารักๆ ของต้องตา เราจะตามอ่านงานเขียนของเธออีก เราชอบการเล่าเรื่องของเธอ ขอให้มันได้เป็นพลังงานบางอย่างส่งต่อให้กับคนที่ได้อ่านหนังสือของเธอต่อไป

#nice_to_meet_me #ต้องตา_จิตดี

 

หลักการง่ายๆ ของชาวบาบิโลนผู้มั่งคั่ง

“ดวงตะวันที่ส่องสว่างในวันนี้ ก็คือตะวันดวงเดียวกับที่เคยส่องสว่างเมื่อบิดาของเจ้าเกิด และจะยังคงส่องสว่างต่อไปเมื่อหลานคนสุดท้ายของเจ้าจากไปสู่ความมืด” 

นี่บอกความเป็นสากลของหนังสือเล่มนี้ได้เป็นอย่างดี หนังสือต้นฉบับที่เขียนโดย #George_S_Clason ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1926 ฉบับแปลเป็นไทยโดยคุณ #วรรธนา_วงษ์ฉัตร ฉบับนี้เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 19 

ด้วยอายุของหนังสือ กับจำนวนครั้งที่พิมพ์ น่าจะบอกอะไรได้บ้างว่านี่ไม่ธรรมดา 

อย่าพึ่งเหมารวมไปว่า นี่คือตระกูลเดียวกับหนังสือพ่อรวยสอนลูก เพราะชื่อภาษาไทย กับสีและธีมปกที่ซีเอ็ดทำออกมา หนังสือนี้มันสากลกว่า เรียบง่ายกว่า เรียบง่ายเสียจนเป็นเรื่องมหัศจรรย์ และทุนนิยมน้อยกว่ากันมาก 

 

ความจริงเป็นสิ่งเรียบง่าย 

 

บาบิโลน อาณาจักรโบราณที่มั่งคั่ง เพราะกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง กลุ่มคนที่มั่งคั่ง เศรษฐี พ่อค้า หรือบุรุษผู้โชคดี มันมีองค์ความรู้เรื่องความมั่งคั่งชุดหนึ่ง องค์ความรู้ที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง 

แม้คนขนชั้นทาส รับเอาองค์ความรู้นั้นมาใช้ เขากลับได้เป็นผู้มั่งคั่งในเวลาต่อมา 

นี่ไม่ใช่เทพนิยาย ไม่ใช่การขายฝัน หรือหนังสือ How-To แบบเก๋ๆ แต่เป็นการบอกเล่าหลักการแห่งความมั่งคั่งด้วยการเล่าเรื่อง เมื่อเราเข้าใจ เราจะพบว่า ความมั่งคั่งนั้นไม่ซับซ้อน และไม่มีทางลัด มีบ้างบางคนที่โชคดีแต่เบื้องหลังความโชคดีนั้นก็ไม่ใช่ทางลัด 

 

บันทึกหลักการพื้นฐานทิ้งไว้บ้าง เพื่อได้กลับมาอ่านในภายหลัง 

 

การเยียวยาถุงเงินที่ว่างเปล่า 

1. ทุกๆ สิบเหรียญที่ท่านใส่เข้าไปในถุงเงิน ท่านจงหยิบออกมาใช้เพียงเก้าเหรียญ 

2. “ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น” จะเพิ่มขึ้นจนเท่ากับรายได้ของเราเสมอ – มนุษย์ล้วนมีความต้องการมากเกินกว่าที่พวกเขาจะสนองมันได้ จงไตร่ตรองให้ดี ท่านจะพบรายจ่ายที่ลดให้น้อยลงได้ 

3. ให้เงินแต่ละเหรียญเป็นข้าทาสของท่าน ให้มันทำงานให้ท่าน ให้มันออกลูกออกหลาน และลูกหลานของมันก็ต่างทำงานให้ท่านด้วย 

4. ความโชคร้ายชอบสิ่งสว่างเรืองรอง มันย่อมหมายปองทองและเหรียญในถุงเงินของท่าน จึงศึกษาอันตรายต่างๆ อย่ามั่นใจในปัญญาของตนเองจนเกินไป 

5. จงเป็นเจ้าของบ้าน 

6. ไตร่ตรองให้รอบคอบเพื่อให้สามารถจัดหาเงินทองไว้ล่วงหน้า สำหรับความต้องการในวัยชรา และเพื่อปกป้องครอบครัวของท่าน 

7. คนฉลาด ย่อมแสวงหาความชำนาญมากขึ้น แสวงหาความเข้าใจในหลักการต่างๆ มากขึ้น นั่นคือการเพิ่มพูนความสามารถในการหารายได้เพิ่ม 

 

การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ นับได้ว่าเป็นโชคลาภหนึ่ง โชคลาภจะเข้าหาคนที่ยอมรับโอกาส และถ้าใครปรารถนาก็ต้อมพร้อมจะฉกฉวยไว้ทันที 

 

กฎ 5ข้อของทองคำ 

1. ทองคำย่อมหลั่งไหลมาเรื่อยๆ มาสู่คนที่เก็บออมทองไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของรายได้ ยิ่งสะสมไว้มากก็พร้อมจะหลั่งไหลมามากขึ้น 

2. ทองคำคือทาสที่เต็มใจทำงานอย่างขยันขันแข็งให้กับนายผู้รู้จักใช้มันให้ทำงาน 

3. ทองคำย่อมภักดีต่อผู้ที่รอบคอบ และจะหนีจากเจ้าของที่เลินเล่อเพื้อไปหานายใหม่ 

4. ทองคำย่อมหลบหนีไปจากนายที่ใช้ให้มันทำงานที่เขาไม่รู้ หรือไม่คุ้นเคย 

5. ทองคำย่อมหลบหนีไปจากนายที่ใช้ให้มันทำงานแบบเป็นไปไม่ได้ 

 

ท้ายสุดนี้ ประโยคที่ติดใจสุดจากเล่มนี้คือ “ถ้าคนมีวิญญาณแห่งความเป็นทาส เขาจะต้องกลายเป็นทาส ไม่ว่าชาติกำเนิดจะเป็นเช่นไร แต่ถ้าเขามีวิญญาณของเสรีชนอยู่ในตัว เขาเป็นเสรีชนที่มีเกียรติ ไม่ว่าเขาจะอับโชคแค่ไหน” 

 

ถ้าอยากเรียนรู้เรื่องความมั่งคั่ง เรื่องราวง่ายๆ ของชาวบาบิโลนในหนังสือเล่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก ดีมากๆ 

ขอให้อ่านแบบทิ้งอคติ แบบแก้วเปล่าที่พร้อมจะรับน้ำที่รินลงมา แล้วชีวิตเราจะเปลี่ยนไปครับ 

หนังสือที่อยู่มาได้ตั้งแต่ปี 1926 และตีพิมพ์ฉบับภาษาไทยมาจนถึงครั้งที่ 19 มีอะไรบางอย่างให้เราได้เรียนรู้แน่นอน 

 

#The_Richest_Man_in_Babylon 

#เศรษฐีชี้ทางรวย

ทำความเข้าใจ

มันไม่ใช่การ์ตูนอีกต่อไป มันคือวรรณกรรม 
 



การ์ตูน 12 เรื่องของ #Ghibli ถูกนำมาเล่า ทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง งานเขียนมหัศจรรย์ ของคุณ #อริสา_พิสิฐโสธรานนท์ เราขอเทียบเป็นการทำงานวิจัยวรรณกรรมเลย 
 
บอกก่อนว่า หนังสือเล่มนี้ เป็นการหยิบเอาการ์ตูนทั้ง 12 เรื่องของค่าย #Ghibli มาเล่าแบบวิเคราะห์ โดยเน้นอธิบายมนุษย์ด้วยวรรณกรรมในรูปแบบการ์ตูน ดังนั้น มัน Spoil เนื่อเรื่องการ์ตูนทั้ง 12 เรื่องเลย เราจะได้เจอกับ #Totoro #Ashitaka #Ponpoko #Kaonashi (#ปีศาจไร้หน้า) #Kiki #Calcifer #Kaguya #Nausicaa และอื่นๆ 
 
แต่! เรายินยอมพร้อมใจ และมีความสุขกับการถูก Spoil ด้วยการอ่านหนังสือเล่มนี้มาก ขอคารวะความทุ่มเทของคุณอริสา คือหนังสือ Masterpiece จริงๆ 
ถ้าเราพลาดไป เรานับเป็นการพลาดโอกาสในการเรียนรู้ผ่านวรรณกรรมครั้งยิ่งใหญ่ 
 
ดีใจที่ไม่พลาดเล่มนี้ไป ได้แต่ขอบคุณโชคและสัญชาตญาณที่พาเรามาเจอหนังสือเล่มนี้ 
  
ชอบมากครับ 
ผู้เขียนค่อยๆ เล่าเรื่องการ์ตูนแต่ละเรื่องด้วยวิธีการเล่าเหมือนเล่าให้เพื่อนฟัง และขยายความต่อด้วยข้อมูลทั้งในเชิงลึกและเชิงกว้าง และวิเคราะห์ต่อให้ด้วย ทำให้เห็นความลึกซึ้งของการสร้างการ์ตูนทั้ง 12 เรื่องนี้ ยอมรับเลยว่าไปหามานั่งดูเอง คงไม่สามารถตีความได้ขนาดนี้แน่นอน 
ด้วยวิธีการเล่าแบบนี้ ทำให้เราเสพได้สิ่งต่างๆ จากเรื่องราวเลยจากเขตแดนความบันเทิงล่วงไปถึงเขตแดนของความรู้ ทั้งเชิงภาษา จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ เทววิทยา จริยธรรม เข้าใจตัวละครในการ์ตูนเลยไปจนถึงเข้าใจจิตใจมนุษย์ 
หากใครที่สนใจเรื่องจิตวิทยาอยู่แล้ว มาอ่านหนังสือเล่มนี้ จะฟินเป็นที่สุด เป็นหนังสือที่คุ้มค่ามาก มูลค่าเกินราคาไปไกลมาก 
ใครจะรู้ว่า การวิเคราะห์การ์ตูน จะให้ความเข้าใจเรื่องจิตวิทยามนุษย์ และยังได้คติทางจริยธรรมอีกชั้นหนึ่ง  
 
ใช้เวลาอ่านพอสมควรครับ ไม่ใช้เพราะความหนาของหนังสือ แต่ด้วยความกว้างและความลึกในการวิเคราะห์ ทำให้ไม่ต้องการพลาดรายละเอียดใดๆ ไป มีแต่ต้องละเลียดให้ตัวหนังสือแต่ละตัว แต่ละบรรทัด ซึมผ่านเข้าหัวใจผ่านทางสายตาของคนอ่านหนังสือ ทีละตัว ทัละบรรทัด 
ใครจะเชื่อ แต่ละตัวหนังสือที่ซึมเข้าหัวใจไป จะมีปาฏิหาริย์ทำให้หัวใจเต้นช้าลงแต่เข้มแข็งขึ้น เต้นช้าลงแต่เป็นจังหวะที่ชัดเจนขึ้น 
จะบอกเกินเลยไปไหมว่า ในอากาศหนาวๆ ที่ไม่สม่ำเสมอแบบเหวี่ยงๆ ของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลานี้ สามารถใช้ตัวหนังสือในหนังสือนี้สร้างความอบอุ่นให้กับหัวใจของเราได้ 
 
การเคารพต่อธรรมชาติ การค้นพ้นตัวเอง และการรู้จักพอ จะมีปรัชญาการดำเนินชีวิตใดที่งดงามไปกว่านี้อีก ไม่เป็นการกล่าวเกินเลยว่า การขมวดทั้ง 12เรื่อง ตกผลึกออกมาเป็นสามประเด็นนี้ ก้าวข้ามเขตแดนของการ์ตูนบันเทิงไปไกลถึงการปลุกสำนึกมนุษย์ที่ดีงาม 
 
ไม่เกริ่นเรื่องในหนังสือนะ อยากให้อ่านเองมากกว่า ไม่ก็หาการ์ตูนมาลองดู มันอุ่นหัวใจมาก 
 
#เข้าใจจิบลิ 
#deepfilm.net

มันเป็นความอ่อนแอ

สวัสดี นี่เราเอง 

เป็น coming of age เล็กๆ เรื่องนึงเหมือนกันนะ หลังจากที่ เขียนบันทึกถึงหนังสือที่เราอ่าน ติดต่อกันมาสองปี 

ปีแรก 2016 – 64 เล่ม 

ปีที่สอง 2017 – 53 เล่ม 

เลยตัดสินใจว่าจะหยุดเขียน แล้วไปทำอะไรใหม่ๆ อีกดีไหม (จริงๆ ก็ไม่เขียนบันทึกถึงทุกเล่มที่อ่านอยู่ดี เลือกเป็นเล่มๆ ไป) 

ในระหว่างที่คิด คิดระหว่างที่เดินทาง แล้วก็เปลี่ยนวิธีการอ่านหนังสือ กดความเร็วในการอ่านหนังสือให้ช้าลงอีก แล้วก็ตัดสินใจได้ เรายังมีความสุขกับการบันทึกอยู่ และระเบียบวิธีการคิดของเราก็มีการเติบโตไปจากจุดที่เริ่มลงมือเขียนบันทึกเหล่านี้ เมื่อสองปีที่แล้ว เราก็อยากรู้ว่า แล้วปีหน้า มันจะพาเราไปเจอกับอะไร 

การคิดได้ เมื่อการก้าวข้ามผ่านอย่างหนึ่ง 

 

นิยายเรื่องนี้ของ #Stephen_King ก็เป็นเรื่องราวนี้ 

ในช่วงปีที่แล้วที่หนังออกฉาย มีการพูดถึงนิยายสยองขวัญเรื่อง #IT หรือ #อิท นี่มากมาย แต่เราไม่ดู รอมาอ่านนิยาย 

งานเขียนนิยายต้นฉบับ เป็นนิยายยาวพอสมควร ฉบับแปลเป็นไทยต้องแบ่งออก 2 เล่ม ซึ่งถืออ่านแล้วล้าแขนมาก ยิ่งสำหรับคนที่นั่งอ่านต่อเนื่อง 2-4 ชั่วโมง เมื่อยก็เมื่อย ถึงกับปวดแขน อยากอ่านก็อยาก รวมทั้งไม่อยากให้จบเลย 

เราให้เวลากับนิยายเรื่องนี่เต็มๆ ไปเกิน 1เดือน อ่านแบบละเลียดมาก รีดดูดซับอารมณ์และรายละเอียดจากหนังสือให้ได้ทุกหยด 

 

อ่านแล้ว จะทำให้เรา 

หนึ่งจะไม่เข้าใกล้ตัวตลกอีก 

สองหลีกเลี่ยงไปในที่เปลี่ยว 

สามสำรวจลงไปในรายละเอียดของความกลัวของตัวเองทุกครั้ง 

อย่างน้อย ก็ทั้งหมดต้องให้มั่นใจว่า เราจะไม่เปิดโอกาสใดๆ ให้ #เพนนีไวส์ นี้เลย

โคตรหลอนเถอะ! 

 

นิยายเต็มไปด้วยการใช้สัญลักษณ์ ท่อระบายน้ำ บ้านร้าง บาดแผล จักรยาน 

แต่ก็สื่อสารกับเราอย่างตรงไปตรงมาด้วยตัวละครที่เดินเรื่องเกือบทั้งหมดที่เป็นเด็ก 

สำหรับเด็กยุค ’90 บรรยากาศตลอดทั้งหมดของนิยายนี้ คือเรื่องราวที่เราถวิลถึง ความทรงจำว่าเราได้รอยแผลเป็นพวกนี้มาได้ยังไง 

Good Old Days ที่ทำร้ายเรา ทิ้งแผลเป็นไว้บนตัวเรา ทำให้เราเป็นเราได้ในวันนี้ 

มันเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดช่วงหนึ่ง และ มันมีความเจ็บปวด ความเจ็บปวดที่บ้างบางคนถึงกับก้าวข้ามความเจ็บปวดเหล่านั้นมายืนอยู่ในเวลาปัจจุบันนี้กับเราไม่ได้ด้วย  

แต่ นี่เราเอง เราที่ยังยืนอยู่ในเวลาวินาทีนี้ได้ เราที่กำลังคิดถึงความทรงจำที่ดีที่มีความเจ็บปวดเหล่านั้น 

รู้ตัวอีกที เราก้าวข้ามผ่านมาได้แล้ว เพียงแต่ เราพาความเป็นเด็กของเราข้ามมาด้วยกันไม่ได้ ได้แต่ต้องทิ้งไว้ในความทรงจำเหล่านั้น 

ซาก ซากของความทรงจำ ซากของความเจ็บปวด กับ…แผลเป็นบนต้วเรา…ในวันนี้ 

 

พลังมหาศาลของ #นิยายสยองขวัญ เรื่องนี้ ผลักดันเรา 

ผลักดันให้เราทบทวนถึงวันที่ก้าวข้ามผ่าน วันที่เป็น Coming of Age 

วันนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเรา เราถูกอะไรทุบ? 

วันนั้นเราทำอะไรลงไป 

วันนั้นเราคิดอะไรขึ้นมาได้ 

แล้วเรา ก็ไม่เป็นเราคนที่เคยเป็นอีก 

แล้วเรา ก็ทิ้งความเป็นเด็กของเรา ไว้กับความทรงจำ 

 

สุดยอดความดีงาม คือตัวละครเอกทั้งเจ็ดคน เป็นตัวตนที่มีมิติ นี่คืองานที่บรรจงเล่าเรื่อง ตัดต่ออดีตกับปัจจุบัน 

โครงเรื่องหนักแน่น ทำให้เราเชื่อมาก อินมาก อินกับแต่ละตัวเอก ทั้งเจ็ดคน

เรื่องราว ปัญหาครอบครัว ความรุนแรงในครอบครัว การเหยียดเชื้อชาติ เหล้าบุหรี่ ยาเสพติด สภาวะโสเภณีที่อยู่ใกล้ๆ ครอบครัว การข่มเหง การรังแก ลุกลามไปจนถึงการสังหารหมู่ 

ทั้งบอกเล่าอย่างมีมิติที่สัมพันธ์กัน และทั้งเตือนใจ ไปพร้อมๆ กัน 

Master Piece มากๆ 

ยิ่งอ่านยิ่งกลัว ยิ่งคิดยิ่งกลัว 

น่ากลัว ดิบดาร์ค เจ็บปวด 

แต่แล้ว ในความดิบและเจ็บปวดนั้น มีการยืนหยัด ยืนหยัดในความดีบางอย่าง และมีคนที่ยืนหยัดไปกับเรา ยืนหยัดเป็นเพื่อนเรา เราจึงเอาชนะมาได้ 

 

ความดีงามรองลงมาคือการที่ King เล่นกับเรื่องความอ่อนแอของจิตใจมนุษย์ ขนาดของความน่ากลัวนี่เองที่เป็นไปตามความอ่อนแอนั้น 

ที่แปลกอีกคือ ที่ไม่สามารถรักษาความเป็นเด็กไว้ได้ ก็เพราะความอ่อนแอนี้เอง ความอ่อนแอนี้เองที่ทำให้เราทอดทิ้งความเป็นเด็กในตัวเราเพื่อเอาตัวรอด ทิ้งเพื่อนของเราเพื่อเอาตัวรอด 

เราก็รอด รอดออกมาเพื่อตายลงช้าๆ 

การรักษาความเป็นเด็กนั้นจำเป็นต้องมีหัวใจที่เข้มแข็ง เข้มแข็งเกินกว่าจะให้ความกลัวใดๆ ที่จะมาพรากมันไปจากเรา 

 

สวัสดี นี่เราเอง จำเราได้มั้ย?

แด่ผู้คนที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิต

deartiktok “ยินดีที่ได้รู้จักครับ”  

เราว่าประโยคนี้เหมาะกับการนำมาเริ่มต้นบันทึกการอ่านหนังสือเล่มนี้ที่สุด 

#ซากุระซาโยนาระ #sakurasayonara 

เริ่มต้นคงต้องเล่าก่อนว่า นี่เป็นหนังสือที่คุณติ๊กต๊อกผู้เขียน เขียนเองจัดพิมพ์เองด้วยทุนตัวเอง ไม่ได้อาศัยสังกัดใดๆ และเริ่มหาทางจัดจำหน่ายเองโดยสั่งซื้อกับเธอโดยตรง หรือวางขายตามร้านขายหนังสืออิสระ 

นับถือการตัดสินใจลงมือทำของคุณติ๊กต๊อก 

 

หนังสืออินดี้เล่มนี้ นัยว่าไม่สามารถจำกัดความได้เป๊ะๆ ว่าอยู่หมวดไหน นำเที่ยว? การเดินทาง? บันทึก? ความรัก? 

จริงๆ การจัดหมวดหมู่หนังสือ เราก็ว่าดูใจแคบไปบ้าง จะเป็นไรหากจะบอกว่าเราไม่สามารถจัดหมวดหมู่ให้กับหนังสือบางเล่มได้ เช่นเล่มนี้ 

อ่านแล้ว มันนวลๆ กลมกล่อม พอดีๆ ไม่เหมาะจะทิ้งตัวเข้าสู่หมวดหมู่ใดเฉพาะเจาะจง 

 

เรื่องเขียนนี้ดีงาม มีจังหวะการเซย์ “ซาโยนาระ” กับ “ซากุระ” ในแบบของตัวเอง ไม่เร่งเร้า ไม่บีบคั้นอารมณ์ แต่สบายๆ ตรงไปตรงมา สัมผัสกับความรู้สึกและหัวใจของคนอ่านได้ตรงๆ 

เธอพาเราเดินทางไปกับความทรงจำของเธอ ในช่วงเวลาที่อยู่ที่ญี่ปุ่น 

ทั้งยังเลือกใช้คำในการสื่อสารได้ดี แสดงออกถึงความซื่อตรงกับความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง มันสวยงาม 

เห็นด้วยว่า บางทีงานเขียนก็เปิดเผยตัวตนของนักเขียนได้ดีการการพบปะคุยกัน อ่านจบรู้สึกเหมือนกับว่ารู้จักคุณติ๊กต๊อก ทั้งที่ไม่เคยพบหน้ากันจริง 

 

บางเวลาที่เราก็ไม่ได้กะเกณฑ์อะไร บางสิ่งเกิดขึ้น ดังที่หนังสือตั้งข้อสังเกตว่า #ทุกอย่างล้วนมีช่วงเวลาที่เหมาะสมของมัน มันเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลา 

ดังเช่น เมื่อพอถึงเวลา เราก็พบหนังสือนี้ ดังเช่น การพบกันของผู้คน เมื่อถึงเวลาของมัน ก็มีอะไรบางอย่างนำพาให้มาเจอกัน สำหรับคนหนึ่งอาจเป็นการเริ่มต้น ในขณะที่เป็นจุดสิ้นสุดสำหรับอีกคน พบกันและอาจใช้เวลาร่วมกันบ้าง แม้ในที่สุดต่างคนต่างต้องไปตามทาง หวังเพียงช่วงเวลาที่ได้มาพบเจอกันเป็นช่วงเวลาที่ดี ความทรงจำดีๆ 

ชอบประโยค “ไม่สัญญาว่าจะกลับมาแต่สัญญาว่าจะจดจำ” 

การจากลาไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เราทำได้คือการจดจำ แม้ว่าที่สุดแล้วความทรงจำนั้นก็จะบิดเบี้ยวไป  

 

แด่ผู้คนที่ได้ผ่านเข้ามา… 

ความทรงจำกับร่องรอยที่ผู้คนเหล่านั้นทิ้งไว้ในชีวิตเรา 

หากเราเติบโตขึ้นระหว่างการเดินทาง เราก็เติบโตขึ้นจากการพบเจอผู้คนด้วย เราได้เรียนรู้ เขาได้เรียนรู้ 

แล้วติ๊กต๊อกก็เล่าให้ฟังว่า เรา/เขา ไม่ได้เป๋นคนเดียวกับเมื่อปี พ.ศ./ค.ศ. นั้นอีกแล้ว เราและเขาต่างเปลี่ยนแปลงไป 

บ้างคุ้นเคยสนิทมากขึ้น บางกลายเป็นแปลกหน้าต่อกัน 

นี่แม้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่เราอินกับการเล่าในหนังสือ อาจเป็นเพราะภาษาของเธอ 

แม้ในวันหนึ่งเราจะอยู่ตามลำพัง เราจะผ่านวันที่ไม่มีแสงแดด ว้นเวลาที่ไม่น่ารักใส่เรา ในวันที่เราไม่ชอบการเดินทางคนเดียว อย่างน้อยยังมีความทรงจำดีๆ เป็นเพื่อน และที่สำคัญความบอบบางอันนั้นก็ไม่คงทน 

 

มุมหนึ่งในหนังสือมีเรื่องราวความรัก อ่านครั้งหนึ่งดูเธอไม่มั่นใจ อ่านอีกครั้งหนึ่งคล้ายเธอมั่นใจแต่เธอเข้ารหัสมันไว้ “ฉันไม่รู้จัก ฉันจึงไม่ตกหลุมรัก” 

ที่เราประทับใจคือ การใช้เหตุผลเพื่อตอบคำถามเรื่องความรัก 

เหตุผลกับความรัก อาจดูผิดฝาผิดตัว แต่มันดีตรงที่เป็นความพยายามใช้เหตุผลกับเรื่องความรัก 

ระหว่างบรรทัดจึงมีรอยต่อของการมาพบกันของความรักกับเหตุผล 

แม้ในที่สุด คำตอบของการใช้เหตุผลจะไม่ใช่ความรัก แต่ “เราควรได้เจอกันอีก ที่ไหนสักแห่งหนึ่งในโลกใบนี้” 

 

ยินดีที่ได้รู้จักครับ