ลาง…คาดหวัง

ในการอ่านนิยายของ #Stephen_King คงเริ่มต้นด้วยความคาดหวังบางอย่าง  

 

ความคาดหวังของคนอ่านที่มีตั้งแต่ก่อนที่จะอ่าน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก ที่มีผลต่อความอร่อยในการกลืนกินตัวหนังสือและเนื้อเรื่อง 
ไม่อร่อยสมใจอยาก ก็อาจเป็นไม่ชอบหรือเกลียดไปเลย 

มันมีความคาดหวังในใจเราชัดเจน ตั้งแต่ตอนหยิบหนังสือเล่มนี้ลงมาจากชั้นหนังสือในร้าน ตั้งแต่ยังไม่ได้จ่ายเงินซื้อเลย 

ดังนั้นถ้าหลังจากที่อ่านจนจบแล้ว ยังรู้สึกชอบถูกใจนิยายเรื่องนี้อยู่ นั่นน่าจะบอกได้ว่า นิยายเรื่องนี้ย่อมสมควรแก่การชื่นชม 

 

สนุกมาก!  

 

นิยายของ #Stephen_King มีความเปล่งประกายตรงโครงเรื่องและการดำเนินเรื่อง 

นักเขียนนิยายที่ทำได้แบบนี้มีไม่มากนัก 

 กึ่งอาชญนิยาย กึ่งสยองขวัญ กึ่งแฟนตาซี 

โครงเรื่องวางไว้ได้สมบูรณ์ แผนการดำเนินเรื่องโดยการตัดต่อเรื่องเอาแต่ละช่วงเวลาเชื่อมเข้าหากัน สมส่วน เข้าที่ 

 

เป็นงานดีมาก ใครที่ชอบแนวนี้ ควรลอง #ลางนรก หรือ #Doctor_Sleep เล่มนี้ 

 

ส่วนที่ดีที่สุดคือ นอกจากเนื้อเรื่องหลอนๆ ลุ้นๆ 

ยังแฝงประเด็นปัญหาสังคม, ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว, การหย่าร้า, การติดเหล้า, ยาเสพติด, และการดูแลผู้ป่วยโรคร้ายแรงหรือผู้ป่วยใกล้ตาย 

โอยยย… เรียงร้อยต่ออย่างไม่มีสะดุด 

เห็นปัญหาสังคมต่างๆ ที่ผู้เขียนนำเสนอ 

การติดเหล้ากับความรุนแรงในครอบครัว ไปจนถึงจุดที่ครอบครัวล่มสลาย เลยไปจนถึงสร้างปมทิ้งไว้ให้กับลูกหลาน 

ครอบครัวล่มสลายไปแล้ว ลูกหลานของครอบครัวเหล่านั่นก็นำพาปมไปสร้างความล่มสลายต่อๆ ไปได้อีก 

วงจรอุบาทว์! 

ไม่ใช่ว่าไม่รักลูก แต่เพราะความอ่อนแอที่พ่ายแพ้ให้กับสิ่งเสพติดมอมเมา 

 

ลุงสตีเฟนแกผูกโยงเหล้ายา มาเป็นปีศาจและความเสื่อมของชีวิตได้ดี 

อ่านแล้วเป็นที่อิจฉาแก่มือสมัครเล่นอย่างยิ่ง 

“คิดได้ไงอ่ะ แต่งออกมาได้ไงเนี่ย เทพจิงๆ” 

 

ส่วนที่เราชอบที่สุดคือ ความไม่ Perfect ของนิยาย เพราะมันทำให้นิยายเป็นนิยาย (งงมะ?) 

 

ลุงสตีเฟนแกไม่ขยี้ประเด็นปัญหาสังคมทั้งหลายที่แกผูกไว้ ไม่ขยี้ให้แผลเหวอะหวะ รวมทั้งความบังเอิญที่พอเหมาะพอดีของจังหวะของตัวละครต่างๆ ทั้งหมดนี้ทำให้งานเขียนนี้ เป็นนิยายที่ให้ความบันเทิงกับผู้อ่าน ไม่ทำให้สารที่พยายามส่งมาให้คนอ่านเข้มข้นจนเบียดบังความบันเทิงไป 
สนุกฮะ 

แต่อ่ะนะ ทั้งหมดก็ขึ้นกับความคาดหวังที่มีต่อหนังสือนั่นแหละ

Advertisements

กวีไม่มีหญิงสาว

เราพบกันที่ร้านหนังสืออิสระ 

สะดุดตาที่ชื่อคนเขียนก่อน 

ชื่อหนังสือเธอก็แปลกดี 

#ไม่มีหญิงสาวในบทกวี 

ในบทกวีเค้าว่าไม่มีหญิงสาว 

แปลกดี! #ซีไรต์ 

 

เค้าถาม… 

“ต้องใช้ตัวอักษรกี่ล้านตัว ใช้กระดาษกี่พันหน้า เพื่อบรรจุความว่างเปล่า?” 

 

เค้าตอบ… 

หนังสือเล่มบางเพียงร้อยยี่สิบหน้า 

แต่ละหน้าอาจมีบทกวีสิบยี่สิบบรรทัด 

ก็สามารถอัดอั้นบอกเล่า 

ความว่างเปล่าของความขัดแย้ง 

นอกจากนี้ ยังแสวงหา 

แสวงหาสันติสุข! 

ทุกตัวอักษรอ่านดู จำนวนไม่น่าถึงล้านตัวที่ 

อยู่ในหนังสือเล่มบางนี้ 

 

เมื่ออ่าน… 

“ดอกไม้ของเธอเบ่งบาน-ฉันยิ้มยามตื่น 

บทกวีของเธอจำนรรจา-ฉันสดับตรับฟัง” 

 

เมื่ออ่าน… 

“ข้าฟัง…ในสิ่งที่ท่านไม่ได้กล่าว 

กล่าวในสิ่งที่ท่านเงียบ 

เงียบในสิ่งที่ท่านฝัน” 

 

บทกวี… 

หนึ่งวลี หนึ่งวรรค หนึ่งประโยค 

อาจพัวพันไปหลายประโยค หลายย่อหน้า สองสามหน้ากระดาษ 

สองคนอ่าน ต่างความคิด 

คิดไม่เหมือนกัน 

แม้อ่านคนเดียว ยังหลายตีความ 

จึงเป็น ความมหัศจรรย์ของอักษร 

คือถ้อยคำที่มีมิติ 

กว้างได้ ลึกได้ 

ไกลได้ ใกล้ได้ 

อดีตได้ อนาคตก็ได้ 

จินตนาการได้ และทั้งมิอาจจินตนาการได้ 

 

ดั่งเคยบอกเล่า… 

ขอบพระคุณ 

คุณครูภาษาไทย 

และนิตยสารวัยรุ่นปี’90 

ที่ทำให้เราเริ่มตั้งใจอ่าน… บทกวี 
เสียดาย… 

หากจากนี้ไปไม่ได้อ่าน 

เฝ้าขอให้… 

#ซะการีย์ยา เขียนออกมาอีก 

ไม่ว่า จะมีหรือไม่มีหญิงสาวก็ตาม

คิดว่ารู้

ซื้อทิ้งไว้นานแล้ว 

ตอนซื้อก็ซื้อเพราะตัวสำเหนียกว่าไม่ค่อยได้อ่านหนังสือแนวจิตวิทยาเด็กเลย ทั้งที่ตัวรับผิดชอบหน้าที่พ่อ ระหว่างอยู่ในร้านหนังสือเลยเลือกหยิบเล่มที่คิดว่าใช่กลับมาด้วย รวมมากับเล่มอื่นๆ 

แล้วก็ดองไว้… ใช่ เรียกว่าซื้อทิ้งเลยจริงๆ 

และด้วยมีเหตุให้รื้อโกดังหนังสือในบ้าน เห็นเล่มนี้ว่ายังไม่ได้อ่าน เลยหยิบเอามาเข้าคิวไว้ 

พอดีได้จังหวะอยู่ในช่วงมีเรื่องหมกมุ่นถึงการดูแลเด็กๆ เลยหยิบมาอ่าน 

#หมอมินบานเย็น รวบรวมบทความที่ลงในเพจ เข็นเด็กขึ้นภูเขา มาเขียนเป็นหนังสือ ใช้ชื่อหนังสือตามโครงการว่า #เข็นเด็กขึ้นภูเขา เลย

นัยก็ตามชื่อเลยครับ การเลี้ยงดูแลเด็กคนหนึ่งให้โตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แล้วก็มักเข็นคนเดียวไม่ขึ้นเสียด้วย ต้องทำงานกันเป็นทีม ช่วยกันเข็น ช่วยกันดัน บ้างยื้อยุดฉุดกระชาก เอาจนขึ้นเขาไปให้ได้ 

 

หนังสืออ่านง่ายครับ เขียนได้ดี ภาษาดี คุณหมอมีความเชี่ยวชาญในจิตวิทยาเด็ก ช่วยแนะนำพ่อแม่ว่าควรจะเลี้ยงดูลูกอย่างไร 

ความเบาสบายของภาษาที่คุณหมอมาเล่าและมาชวนคุยถึงปัญหาในการเลี้ยงเด็กพร้อมในคำแนะนำ ทำให้หนังสืออ่านง่ายเข้าใจง่าย อ่านเพลิน 

จบพร้อมกับความเข้าใจที่มากขึ้น เป็นการเตือนสติพ่อแม่ 

 

อ่านแล้วคิดว่า หนังสือถูกเขียนออกมามีเนื้อหาแบบเป็นการทั่วไปสักหน่อย เลยดูอ่อนในเชิงเนื้อหาที่ให้คำแนะนำ 

คล้ายเป็นเอาเรื่องที่รู้เข้าใจกันอยู่แล้วทั่วไป มาเล่าใหม่ 

แต่ เราก็ยังแนะนำครับ คนเป็นพ่อแม่ควรได้อ่านหนังสือเล่มนี้ 

บางที เรื่องที่เราคิดว่าเรารู้แล้ว จริงๆ คือเรายังไม่รู้ เพราะเราไม่รู้ว่าเราไม่รู้ เราแค่คิดว่ารู้ เราคิดไปเอง

ตัวเองอ่านแล้ว รู้สึกผิดทันทีที่เอาไปดองจนลืม 

ผิดที่เอามาอ่านช้าไป 

พ่อแม่ควรได้รีบอ่าน ยิ่งถ้าลูกอยู่ในช่วงอนุบาลถึงประถม ยิ่งรู้เร็วยิ่งดีครับ 

 

ขอบันทึกเอาบางประเด็นไว้สักหน่อย 

 

1. พ่อแม่ควรยอมรับว่าความไม่สมบูรณ์เป็นเรื่องธรรมดา และยอมรับว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา 

ถ้าเราพร้อมจะเผชิญหน้าและยอมรับกับความผิดพลาดนี้ได้ เราก็จะพร้อมจะเจอกับความกลัว แล้วพร้อมลุกขึ้นไปต่อเสมอ 

 

2. แม้จะแตกต่าง แต่มันก็แค่เขาไม่เหมือนกับเรา แม้จะแตกต่างแต่เราก็อยู่ด้วยกันได้ จริงๆ คือ เขาไม่จำเป็นต้องเหมือนกับเรา ความเข้าใจสำคัญกว่าการพยายามทำให้เขาเป็นเหมือนกับเรา

 

3. พ่อแม่คือต้นแบบเสมอ อยากให้เขาทำอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น ไม่ว่าพ่อแม่จะอบรมสั่งสอนอะไร ที่เด็กๆ เอาอย่างคือ เอาอย่างพ่อแม่ มากยิ่งกว่าฟังที่เราพร่ำบ่นพร่ำสอน อยากให้รักก็ต้องรัก อยากให้เขามีเมตตาเราก็ต้องมีเมตตา อยากให้เขารับผิดชอบเราก็ต้องมีความรับผิดชอบ ให้เด็กๆ เห็นรับรู้เป็นแบบอย่าง 

 

4. “มันคงมีวันที่แย่ๆ บ้างนะลูก” เขาจะต้องพึ่งตนเองให้ได้ เพราะชีวิตจะยากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเด็กๆ “มันคงไม่ได้มีแต่วันดีๆ ทุกวัน บางวันที่มันเลวร้าย วันบางวันมันเป็นเช่นนั้น” เขาต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับความผิดหวังและความเสียใจ วันหนึ่งเขาจะต้องอยู่โดยไม่มีเรา  

 

5. ยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น แต่จะต้องให้เขารับผิดชอบการกระทำของเขา เขาอาจจะแตกต่าง เขาอาจจะไม่เหมือนเรา เขาอาจจะแตกต่างจากสิ่งที่เราอยากจะให้เขาเป็น ย่อมแตกต่างได้ แต่เขาต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาเป็น หรือสิ่งที่เขาเลือกจะเป็น (ถ้าสงสัยประเด็นนี้ จงกลับไปอ่านเรื่อง “โต๊ะโตะจัง”) 

 

6. ไม่มีใคร จะมาทำหน้าที่พ่อแม่ของลูกของคุณ แทนคุณได้! 

 

7. รู้จักกฎระเบียบก่อนจึงรู้จักความเป็นอิสระ รู้จักที่จะควบคุมตัวเองเป็นเสียก่อนจึงจะได้รับความเป็นอิสระ ความอิสระเหล่านั้นจึงจะไม่กลับมาทำร้ายเขา 

 

8. เวลาที่เราอยู่ด้วยกัน คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณเสมอ ช่วงเวลาเพียงแค่ ไม่กี่นาที ที่ตราตรึงในหัวใจลูก จะเป็นความทรงจำที่กลับมาช่วยเหลือเขา ให้พลังกับเขาเสมอ ทุกครั้งที่เขากลับมานึกถึง แม้ในเวลาที่เขาเกิดอ่อนแอ การใส่ใจให้เกิดการใช้เวลาด้วยกันอย่างมีค่า สำคัญกว่าการแค่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน 

 

9. R&R 

Rules without Relationship คือเก็บกด 

Relationship without Rules คือปั่นป่วนโกลาหล 

Relationship with Rules will be Respect and Responsibility 

 

ยังมีอื่นๆ อีกมากครับในหนังสือ ที่เราคิดว่าเรารู้ 

แต่ลองอ่านดูลองสำรวจตัวเองดูอีกทีดีไหม 

ให้มั่นใจ ว่าเราไม่ได้ทำร้ายเขาอยู่ 

เมื่อได้รับความไว้วางใจให้มารับผิดชอบบทบาทหน้าที่นี้มาสิบปีแล้ว สมควรทำให้ได้ดีกว่าเดิม

อ่านบันทึกส่วนตัว

เช้าวันเสาร์ คงมีความเจ็บปวดคงค้างจากความคิดของตัวเอง จากสัปดาห์ผ่านมา

มีแต่ความคิดของเรา ที่ทำร้ายเราได้ 

 

นอนไม่พอ แต่นอนไม่หลับ 

กลับหายใจติดขัด บ้างขาดเป็นห้วงๆ 

ขุ่นมัว ขลาดกลัว กึ่งซึมกึ่งเศร้าเคล้าเซ็ง 

ความเครียดและความเบื่อหน่าย แก่งแย่งกันเสนอหน้าออกมา และแข่งขันกันยึดครองพื้นที่ในความคิด! 

 

เริ่มต้นอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง (แนบที่คั่นหนังสือมาให้ตั้งสามอันแหนะ น่ารักดีนะ) 

#บันทึกส่วนตัวซายูริ 

ข้อความของ #ซายูริ สวยงาม 

เพียงเปิดอ่านไปไม่กี่หน้ากระดาษ ความเจ็บปวดคงค้างคล้ายบรรเทาลงอยู่บ้าง  

บันทึกของเธอมีพลังในการเยียวยา 

 

คิดในใจ ขอให้บันทึกของหญิงน้อย 7ขวบ ได้เยียวยาเรา 

 

พลิกอ่าน 

เปิดพบหน้ากระดาษหนึ่งในบันทึก เธอจดเอาไว้ว่า “ฉันลืมหายใจ” 

จริงสินะ ฉันลืมหายใจ 

ยังหายใจอยู่ แต่กลับหลงลืมหายใจ 

เหมือนอยู่ในกลุ่มผู้คน แต่กลับลืมไปว่ามีตัวตน 

คิดขึ้นได้ ก็พลันได้ยินเสียงลมหายใจ 

อ้อ! ลมหายใจยังพัดอยู่มิได้ขาด แต่ความต่อเนื่องของมันฟังดูพิกลพิการ 

 

เริ่มต้นเปิดอ่านบันทึก เมื่อเริ่มต้นชั่วโมงเรียนเปียโนของลูก 

หวังอาศัยการอ่านหนังสือในเสียงเปียโนของเด็กๆ ปรับโทนสีของความคิด 

ต้องรักษาความคิดก่อน จึงรักษาความเจ็บปวดได้ 

 

ขอบคุณสาวน้อย ที่อนุญาตให้เราได้อ่านบันทึกส่วนตัวของเธอ 

ไม่ใช่แค่ลืมหายใจแล้ว เราหลงลืมกระทั่งความสวยงามของโลกที่ไม่น่าอยู่ใบนี้ 

ฮ้า!!! 

ลืมแม้กระทั่งความน่าอยู่ของโลกใบนี้ เสียด้วยสิ 

เราปล่อยให้ ความยุ่งเหยิงของความคิด และการคิดร้ายข้างๆ หัวใจ ทำร้ายเราถึงเพียงนี้ 

บันทึกนี้ช่วยเตือนสติเรา 

เราช่างร้ายกาจกับการมองโลกยิ่งกระไร 

 

อ่านจบลง พร้อมๆ กับจบชั่วโมงเรียนเปียโน 

เร็วจัง! 

เหมือนได้ชำระล้างอะไรไป 

อาบน้ำฟอกสบู่ให้หัวใจ 

ขัดสีฉวีวรรณ 

เอ๊ะ! ได้กลิ่นสบู่จางๆ ลอยขึ้นมา 

ไม่ใช่แค่หัวใจ ภาพขุ่นๆ ด้วยสายตาคู่เดิมเปลี่ยนไป ตาสว่างขึ้น 

 

อ่านดูเถอะครับ 

ชั่วโมงการเรียนรู้ของผู้ใหญ่จากหนังสือของสาวน้อยอายุ 7ขวบนี้ ชำระล้างฝุ่นออกจากหัวใจ 

 

แล้วหัวใจก็อุ่นขึ้น อ๊ะ! ลมหายใจเริ่มปะติดปะต่ออีกครั้ง 

 

#บันทึกส่วนตัวซายูริ #สำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็ก