บทเรียนจากเหล่าสาวน้อย

​มาส่งลูกสาวที่โรงเรียนอนุบาล 
สาวน้อยคนหนึ่งเดินจูงแม่ก้าวขาเข้ามาในโรงเรียน แล้วก็ยิ้มกว้าง หัวเราะร่า หันไปพูดอะไรสักอย่างกับแม่ ดูเข้าใจว่ามีความสุขมากที่มาถึง 
สาวน้อยอีกคนเดินร้องไห้เข้ามา ไม่ยอมปล่อยมือแม่ พลันต้องปล่อยมือ เดินร้องไห้มา เพื่อนสาวหันไปเห็น รีบวิ่งไปจูงมือพูดคุย พลันจูงมือกันวิ่งเล่นไปที่สนาม ยังสะอื้นแต่เริ่มหมดน้ำตา วิ่งไปคุยกับเพื่อนไป 
สาวน่ารักอีกคน ระหว่างเดินแถว หันไปบอกเพื่อน ให้เปิดเป้ที่เธอสะพายบ่าอยู่ให้หยิบเอาสิ่งของสวยงามข้างในนั้น ปากพลันเล่าว่า เมื่อคืนฉันทำให้เธอ เพื่อนสาวยิ้มร่า ปากกล่าวขอบคุณจ๊ะ 
สาวน้อยอีกคน กำลังเข้าแถวเดินขึ้นชั้นเรียน พลันวิ่งออกจากแถว มาจูบพ่อหนึ่งจูบ แล้ววิ่งกลับไปเข้าแถว หันมาโบกมือให้พ่อ เดินขึ้นตึกไป 
#ไม่มีบทสรุป #มีเพียงบทเรียน #จากเหล่าสาวน้อย 

Advertisements

แม่ฮ่องสอน – ขุนยวม – จอมทอง

 18/11/2016 อ.เมือง – แม่ฮ่องสอน 

​Coffee Morning ร้านในเครือเดียวกับ Before Sunset ที่วัดพระธาตุดอยกองมู  ปรากฎตัวในหนังเรื่อง The Melody เดินตรงออกมาจากตลาดพอสมควร หลังจากที่เราแวะที่วัดหัวเวียงแล้ว 

ในเมืองที่เราหลงรักหัวปักหัวปำ 

แน่นอน นี่ไม่ใช่ครั้งแรก 

ครั้งก่อน เรามีเวลามาจมอยู่ในเมืองนี้ 4-5วัน จึงมีเวลาวิ่งรอบเมืองทุกเช้า 

หนึ่งรอบเมืองจะได้ระยะทางประมาณ 10km (ขึ้นลงพระธาตุฯ หนึ่งรอบประมาณ 1.5km) 

ผลพลอยได้จากการวิ่งรอบเมืองติดต่อกัน 2-3วัน คือเราสามารถเดินไปไหนมาไหนในเมืองเล็กๆ นี้ได้โดยแทบไม่ต่องใช้แผนที่เลย แม้ว่าการมาครั้งนี้จะห่างจากครั้งที่แล้วมากว่า 2ปีแล้ว (เพราะเมืองนี้ ไม่ได้มาถึงได้ง่ายเลย แม้ว่าถ้ามาเครื่องบินก็อาจต้องลงต่อเครื่องที่เชียงใหม่ก่อน) 

อากาศดี หมอกคลุม ผู้คนอัธยาศัยดี ใจดี รถน้อย บ้านสวย วัดสวย และตู้ไปรษณีย์กระจายอยู่ทั่วไป 

ความสงบของเมืองคือเสน่ห์หาใดเปรียบ 

เรามีเวลาไม่มากนัก ที่จะอยู่จนเราหายคิดถึง 
===== 
19/11/2016 อ.ขุนยวม – แม่ฮ่องสอน

อ.ขุนยวม เป็นถิ่นเริ่มต้นของการก่อตั้งเมืองแม่ฮ่องสอน 

เป็นเมืองติดชายแดนติดต่อออกไปทางรัฐฉาน ซึ่งสามารถต่อไปออกทะเลที่เมืองมะละแหม่ง (หรือเมืองเมาะลำเลิงเมืองหลวงของรัฐมอญ) ซึ่งทำให้นึกถึงนิยายเรื่อง ‘สิ้นแสงฉาน’ นึกถึงชื่อเมืองสีป้อ 

ขุนยวม เป็นบริเวณที่ราบระหว่างหุบเขา แหล่งกำเนิดแม่น้ำยวม เป็นถิ่นฐานของชนชาวไทใหญ่ที่ค่อยๆ ย้ายถิ่นจากฉานเข้ามาอยู่ และกลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่าง หงสาวดี (พม่า) – ล้านนา (เชียงใหม่) – หริภุญชัย (ลำพูน) ในที่สุด 

ขุนยวมจึงเป็นเมือง Trading มาตั้งแต่โบราณ โดยพ่อค้าชาวไทใหญ่รับ Order จากฝั่งโน้น-ฝั่งนี้ แล้วขึ้นม้าขึ้นควายไปซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าตาม Order ให้ 

จนเมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นเข้าประเทศไทย ที่เมืองกาญจนบุรีสร้างทางรถไฟปีนเขาต่อผ่านช่องเขาขาดออกไปพม่า และที่ขุนยวมก็ตั้งเป็นศูนย์บัญชาการกองทหารญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน เพื่อส่งกำลังผ่านชายแดนเข้าพม่าไปรบที่อินเดีย โดยใช้เส้นทางที่พ่อค้าชาวไทใหญ่ใช้ในการเดินทางไปค้าขายกับพม่า และยังใช้เป็นช่องทางรับตัวทหารบาดเจ็บกลับมาเพื่อรักษาตัว โดยตั้งสถานพยาบาลขึ้นที่วัดม่วยต่อใน อ.ขุนยวมนี้ ในที่สุด เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม กองทหารสัมพันธมิตรและไทยจึงให้ทหารญี่ปุ่นออกจากขุนยวม

กระนั้น จึงมีสุสานทหารญี่ปุ่นและสิ่งของต่างๆ ของทหารญี่ปุ่นมากมายอยู่ที่นี่ 

หากแต่ความส้มพันธ์ระหว่างทหารญี่ปุ่นกับชนชาวไทใหญ่ที่นี่กลับกลายเป็นมิตรภาพ เกิดเป็นมีการจัดตั้งพิพิทธภัณฑ์มิตรภาพไทย-ญี่ปุ่นที่นี่ด้วย 
ดังนี้แล้ว ขุนยวมจึงมิได้มีเพียงแค่ดอยอูคอที่สะพรั่งด้วยบัวตอง แต่ยังมีเรื่องราวประวัติเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย ทั้งไทใหญ่ ล้านนา และทหารญี่ปุ่นยุคครามโลก ทั้งนี้ ก็ยังไม่รวมถึงวัฒนธรรมชาวไทใหญ่ และความเงียบสงบที่มีเสน่ห์แบบขุนยวม 

คืนนี้ เราตัดสินใจค้างคืนที่นี่ แม้ดูขาดแคลนเครื่องอำนวยความสะดวก ไม่มีเครื่องปรับอากาศ 

แต่มันไม่ขาดแคลนลมหนาวและหัวใจอุ่นๆ เลย 

===== 
20/11/2016 อ.จอมทอง – เชียงใหม่ 

เชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน-ขุนยวม-จอมทอง-เชียงใหม่ 

ที่เชียงใหม่ เรามีความผูกพันมากๆ อยู่ 2วัด 

หนึ่งในนั้น คือวัดพระธาตุศรีจอมทอง อยู่ในอำเภอจอมทอง จ.เชียงใหม่ อำเภอเดียวกับดอยอินทนนท์ อยู่บนถนนเชียงใหม่-ฮอด 

มีเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า 

ตามตำนานคือ “พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์อินเดีย พระองค์ได้เสด็จสู่ดอยจอมทอง ได้ขุดคูหูเปิดอุโมงคใต้พื้นดอยจอมทองแล้วทรงรับสั่งให้สร้างพระสถูปไว้ภายในนี้ ทรงอัญเชิญพระบรมธาตุที่อยู่ในสถูปที่พระยาอังครัฏฐะรับสั่งให้สร้างไว้บนยอดดอยนั้น เข้าไปประดิษฐานในสถูปที่สร้างใหม่ในคูหาใต้พื้นดอยจอมทอง” (เจดีย์บางแห่งอาจมีบรรจุพระธาตุของอรหันต์เจ้าองค์อื่น เช่นพระธาตุสององค์ที่วัดพระธาตุดอยกองมู องค์หนึ่งบรรจุพระธาตุพระโมคคัลลานะ ซึ่งนำมาจากเมืองมะละแหม่ง และพระธาตุเจดีย์องค์เล็กอีกองค์หนึ่งบรรจุพระธาตุของพระสารีบุตรซึ่งนำจากเมืองมัณฑะเลย์) 

อำเภอจอมทอง มีฟาร์มปศุสัตว์อยู่ คนพื้นที่ทำการเกษตร 

เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน คุณหมอระหว่างเรียนอยู่ปีท้ายๆ ต้องมาทำงานวิจัยกินอยู่ที่ฟาร์มนี้เป็นเดือน 

สมัยนั้น จนถึงสมัยนี้ การเดินทางจากอำเภอเมืองมาโดยไม่ขับรถเองคือต้องอาศัยรถสองแถวสีเหลืองสายเชียงใหม่-ฮอด ขึ้นจากท่ารถที่ตลาดในเมือง วิ่งออกหางดง-สันป่าตอง-จอมทอง สามารถมาแวะต่อรถขึ้นน้ำตกแม่กลาง (คนเมืองเรียกแม่หกา) ขึ้นดอยอินทนนท์ได้ และผ่านหน้าวัดพระธาตุศรีจอมทองนี้ ถ้าค่อยๆ มาจากสถานีรถไฟ หรืออาเขต (ท่ารถทัวร์2) ก็ใช้เวลาประมาณชั่วโมงหนึ่ง 

ถ้าดูตามแผนที่ อำเภอจอมทองจะอยู่ในระนาบเดียวกับเมืองลำพูน เราสามารถตัดทางออกไปเมืองลำพูนหรือพระธาตุหริภุญชัยได้ 

จอมทองเป็นพื้นที่ที่ภูมิอากาศสุดๆ เหมือนกัน หน้าหนาวตอนเช้าตอนค่ำก็หนาวหมอกลง พอตอนบ่ายตอนเที่ยงแดดจัดร้อนมากๆ ค่อนข้างชนบทมาก สมัยนั้นไม่สามารถหาร้านอาหารกินได้ง่ายๆ 

แต่พอเข้ามาในอุโบสถของวัดพระธาตุศรีจอมทอง มันจะ Contrast กับบริบทของอำเภอจอมทองรอบๆ มาก เพราะพระประธานและการตกแต่งข้างในวิจิตรสวยงามมากๆ ถึงขั้นตะลึง 

รอบๆ ตัววัด จะเป็นใจกลางความเจริญของอำเภอพอดี (ในสมัย ต้องมากดเงิน ATM ก็ต้องนั่งสองแถวเหลืองจากบ้านพักที่มาขออาศัยเข้ามาในตัวอำเภอรอบๆ วัดนี้ จึงจะเจอตู้ ATM) 

จอมทองเริ่มมีความเจริญมากขึ้นตามลำดับแล้วในปีนี้ 

กลับมาที่วัด ก็มีการสร้างศาลาไม้สักหลังใหญ่เพื่อรองรับการประกอบพิธีสงฆ์ แต่จอมทองก็ยังคงเงียบสงบดีอยู่ 

จริงๆ ไม่ใช่แค่วัด แต่เป็นอีกอำเภอหนึ่งที่เราผูกพัน 

#toomuchmemoryaround 
ยังไม่มีโอกาสพาปัณณ์ไปนั่งรถเหลืองเลย 

ผยอง…สยอง

​เริ่มต้นจากเราเห็นปกของหนังสือเล่มนี้ผ่านตาแวบๆๆๆ ก่อนที่จะมาขึ้นเป็นซีรี่ย์ออกทีวี 


ไม่ได้ดู version ซีรี่ย์ แต่คิดไปเองว่าคงไม่มากตอนนัก เพราะดูหนังสือเพียงแค่เล่มเดียวไม่หนามาก (เมื่อเทียบกับหนังสือของแดนบราวน์ หรือเทียบกับ GoT) มาได้ฤกษ์ตรงที่ล้าง Stock หนังสือที่บ้านหมดก็ไปหยิบมาจากร้าน 
นิยายงานเขียนร่วมระหว่าง #James_Patterson กับ #Michael_Ledwidge ทั้งคู่ไม่ No Name เท่าไหร่ โดยเฉพาะคนแรกคือคนเขียนเรื่อง Alex Cross 
เป็นตามสูตรที่ดีของ #Bestsellers โครงสร้างง่าย กระชับ ชวนติดตาม และตื่นเต้น เป็น Sci-Fi ที่ดี มีแกนเรื่องเป็นปมทางวิทยาศาสตร์ที่น่าคิดตามอย่างยิ่งยวด 

ผู้เขียนทำการบ้านมาดี รายละเอียดในแง่มุมเหตุผลความเป็นวิทยาศาสตร์ไม่กลวง เนื้อหนังสือถูกเรียบเรียงจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ นี่คือ Sci-Fi ที่สมบูรณ์ 
มีทฤษฎีมากมาย ที่ดูเป็นการมองโลกในแง่ร้าย แต่ก็ยืนยันหลักฐานว่าโลกมีการปรับสมดุลโดยการทำลายล้างสิ่งที่เอียงกระเท่เร่ 

อุกาบาตก็ดี Ice Age ก็ดี น้ำท่วมโลกก็ดี 

บางทฤษฎีก็อ้างหลักฐานว่าแกนโลกมีการพลิกมาแล้วหลายครั้ง และในแต่ละครั้งคือหายนะ สิ่งมีชีวิตสาบสูญสปีชี่ส์ไปจนเสียความหลากหลายทางชีวภาพ 

บ้างก็อ้างถึง Greenhouse Effect หรือ Critical Climate Change และบ้างก็อ้างถึงทฤษฎีการสลับขั้วแกนแม่เหล็กโลกที่เป็นเหตุของมหาวิบัติครั้งก่อนๆ 

จะอย่างไรก็ดี มันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่จริง ที่แสดงถึงการสูญสิ้นเผ่าพงศ์ของสิ่งมีชีวิตไปกว่าครึ่งหนึ่งของโลกเพื่อให้โลกปรับสมดุล ในประวัติศาสตร์ของดาวเคราะห์ดวงนี้ แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้อยู่ในรูปหลักศิลาจารึกก็ตาม (เพราะประวัติศาสตร์มนุษย์มิได้ยาวนานขนาดนั้น) และเราสามารถไปหาดูได้ตามพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ต่างๆ 
บางที ในช่วงเวลาที่หมิ่นเหม่นี้ สมดุลของเราเสียไปนานแล้ว เป็นที่น่าเชื่อได้ว่าเราอาจจะได้เห็นการปรับสมดุลของโลกอีกครั้ง 
การอ่านนิยายวิทยาศาสตร์มักให้ประเด็นประเทืองปัญญา และมักกระตุ้นจิตสำนึกอะไรๆ บางอย่างเสมอ 

นิยายประสบความสำเร็จในแง่ที่ทำให้เราแอบระแวงสัตว์เลี้ยงที่บ้าน เราผยองกันไปรึป่าวว่าเราเข้าใจชีววิทยาและพฤติกรรมของมัน และสามารถควบคุมมันได้ในฐานะสัตว์เลี้ยง 

เราช่างผยองยิ่ง เราควรรู้ว่าเราไม่รู้อะไรเลย
ออกจะน่าเสียดายที่เนื้อเรื่องดูตื้นไปเล็กน้อย และดูคล้ายจงใจเขียนออกมาในแนวเพื่อเอาไปถ่ายทำเป็นหนังเป็นซีรี่ย์ ปมของเรื่องนี้ยังขยี้ได้อีกเยอะเลย 

อ่านจบรู้สึกแว่บถึงเรื่องแบบซอมบี้ไวรัสล้างโลกขึ้นมาตะหงิดๆ 
ก็แล้วแต่รสนิยมนะครับ แต่ระแวงๆ ไว้บ้างก็ดี

อุลตร้า

​บันทึกระหว่างนั่งดู อุลตร้าแมน กะปริณๆ 

   1. ทีมงานที่คิด  Character ของสัตว์ประหลาดแต่ละตัว คงคิดกันหนักน่าดู โดยการพยายามนำเอาสัตว์ต่างๆ กับสิ่งต่างๆ มาสมาสกัน ปลา+กิ้งก่า+ทุเรียน  หรือว่า เห็บ+แม่น เป็นต้น 

   2. แต่ละตอนจะต้องมี concept เป็นของตัวเอง ยังคงหลักการนี้มาตลอด 

   3. การแปลงร่างจะเป็น Unique ของอุลตร้าแมนแต่ละตัวและทุกๆ ตอนต้องใช้ฉากแปรงร่างเดียวกัน ไม่ว่าจะทำการ์ตูนแปรงร่างมากี่พันเรื่องแล้วก็ตาม ก็ยังคงหลักการนี้ 

   4. เนื้อเรื่องมักประกอบไปด้วยการเข้าใจผิดก่อน บลาๆๆๆ สู้กันๆ แล้วก็ดลับมาทำความเข้าใจกัน 

   5. พออุลตร้าแมนโผล่มามากกว่า 1 ตัว อันนี้มันก็คือการยกพวกรุมสัตว์ประหลาดตัวเดียวสินะ อ๊ะ! เหล่าบรรดาขบวนการยอดมนุษย์ 5 สี มันก็คือการรุมกินโต๊ะสัตว์ประหลาดตัวเดียวนี้เอง นี้คือการผดุงครรภ์ เฮ้ย! การผดุงความยุติธรรมแบบไม่ยุติธรรม 

   6. เพลงไตเติ้ลหรือเพลงจบ มักแปลเป็นภาษาไทย ซึ่งพอดูไปสักพัก ปริณๆ จะเริ่มเอามาร้องให้พ่อฟัง ซึ่งพ่อฟังไม่ออกและนึกว่าปริณกะลังร้องเพลงภาษาอื่นอยู่ ย้อนแย้งยิ่งนัก! 

   7. พอได้มานั่งดูเอง อ้อ! นี่มันเพลงภาษาไทยนี่หว่า ช่างซับซ้อนนัก สามารถสอนเด็กให้ร้องเพลงออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น โดยการแปลงเป็นเพลงภาษาไทยก่อน และต้องมีท่อนบังคับคือ “พวกเราร่วมกัน…ไปสู่ฝัน” 

   8. ท่าเตะของอุลตร้าแมนสวยงามเสมอ 

   9. และ… กล้ามก้นของอุลตร้าแมน ก็สวยงามเสมอ 

วันสุข วันสุดท้ายของสัปดาห์

​เอาจริงๆ ก็ไม่ค่อยอินกับที่บอกว่าทำบุญแล้วสบายใจ 

ก็อาจเป็นเพราะหัวใจเราหยาบเกินไปก็ได้ 
จนมาถึง 

ในวันแย่ๆ บางวัน 

หรือแม่แต่ ในวันธรรมดาๆ ปกติ 

อยู่ดีๆ เราก็ได้รับจดหมายขอบคุณจากสภากาชาด บอกอธิบายว่าจะนำเงินที่เราบริจาคมา ไปทำอะไร 

ได้จดหมายแจ้งจากมูลนิธิพิทักษ์กาญ บอกว่า โลงที่เราบริจาคไว้ บัดนี้ได้นำไปใช้กับศพของนายคนนี้ๆ แล้ว จักขอขอบคุณ 

แล้วพอมาถึงวันทำงานวันท้ายๆ ของปี อยู่ๆ ก็ได้รับ ส.ค.ส. จากศิริราชมูลนิธิ และมูลนิธิรามาฯ  อวยพรปีใหม่มาทางไปรษณีย์ อ้างถึงเงินที่เราเคยบริจาคที่ผ่านมาในปี ขอให้เป็นผลส่งเสริมให้สุขภาพแข็งแรง 
แล้ววันนี้ วันนี้ได้รับโทรศัพท์จากมูลนิธิโสสะ โทรมาขอบคุณกับเงินที่บริจาคไป โทรมาที่มือถือเลย 
เหล่านี้ ทำให้เราเริ่มเข้าใจ คำว่าสบายใจ 
เงินไม่ได้เยอะหรอกที่บริจาคไป 

แค่หลักร้อยเท่านั้นเอง ไม่ได้คาดหวังอะไรๆ เลย อย่างมากก็แค่ขอใบเสร็จไปหักภาษีตอนหมดปี 
แต่ในวันเซ็งๆ วันนั้น ที่เรากลับมาบ้าน แล้วเปิดจดหมายออกอ่าน เราเห็นคำขอบคุณ เราได้รับคำอวยพร แบบ Surprise 

หัวใจที่หยาบกร้านดูจะฟูตัวขึ้น 
ในที่ทำงาน 

วันที่คุณพึ่งเดินออกมาจากห้องประชุม คล้ายๆ หลังเสร็จจากการออกรบ เดินกลับเข้าค่ายด้วยอาการล้าพอประมาณ

แล้วคุณก็ได้รับโทรศัพท์  ไม่ใช่โทรมาขายของอะไรๆ แต่โทรมาบอกว่าทางมูลนิธิได้รับเงินบริจาคแล้วนะ ขอบคุณเราที่ช่วยบริจาค (เงินไม่เยอะนะเทอววว์) 
มันคือวันดีๆ ขึ้นมาวันหนึ่งเลยนะ 

ประหลาดแท้ 
ในการคุยกันทางโทรศัพท์ เราก็ได้แต่ตอบกลับไปไว้ ไม่ได้เป็นเงินเยอะอะไรนะครับ แต่ถ้ามีอะไรก็ส่งมาบอก เราจะบริจาคเท่าที่เราให้ได้ อย่าพึ่งเลิกขอเรี่ยไรซะก่อนนะครับ 

ดูคล้าย…เราต่างคนต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกัน 
บางที 

บางที เราก็ควรเลิกสนใจที่จะออกความเห็นบ้าง 

เลิกสนใจออกความเห็น ใครเค้าจะทำกำไรกับข้าวอะไรยังไง เพราะเราเลือกได้ว่าจะอุดหนุนใครครับ 

เลิกสนใจออกความเห็น ว่ากราบรถยังไง เพราะเอาเข้าจริงเราก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แล้วคนคงคิดกันได้ว่าควรกราบอะไรๆ 

เลิกสนใจออกความเห็น ว่าประธานาธิบดีถูกประท้วงแล้วประชาธิปไตยอ๊ะป่าวคับเพ่ แล้วเราอ่ะปฏิรูปกันเสร็จยัง
บางที 

แค่มองไปรอบๆ 

รอบๆ ที่ไม่ได้อยู่บนหน้าจอ เราเห็นอะไร 

ใครที่เราพอจะช่วยได้ สักประมาณหนึ่ง มันก็ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจเราอาจละเอียดขึ้น หยาบน้อยลง 
ว่าแล้ว 

วันนี้เงินหมด เหลือเงินไม่พอไปซื้อกาแฟกิน 

แต่เพราะโทรศัพท์สายนั้น วันนี้เลยเป็นวันดีๆ 

วันสุข ที่ไม่ได้กินกาแฟ

คำบอกของเวลา

​เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ 

แล้วเวลาจะบอกอะไรเรา… 


บางที บางสิ่ง บางอย่าง เราไม่สามารถอธิบายได้ 

อธิบายไม่ได้ เพราะไม่รู้ก็ดี หรือเพราะรู้แต่ไม่รู้จะบอกยังไงก็ดี 

บางที มันก็แค่ต้องรอเวลา ให้เวลาพาเราได้พบกับบางสิ่ง ให้เวลาได้บอกอะไรกับเราบางอย่าง แค่ต้องใช้เวลา ให้เราได้รู้ 
คุณ #วิไลรัตน์_เอมเอี่ยม ผู้เขียน มิได้เป็นหน้าใหม่ หากแต่คุ้นชื่อ คุ้นตัวหนังสือดี ในบทบาทบรรณาธิการนิตยสาร a day bulletin มาหลายปีดีดัก ความช่างสังเกตอันน่าทึ่ง ความละเอียดในการรู้สึกที่น่าอิจฉา ทำให้เขาเป็นนักบอกเล่าที่ดีว่า เวลาบอกอะไรๆ 
หนังสือที่ดี เรื่องราวที่งาม ให้อะไรกับคนอ่านมากมาย หนึ่งสิ่งที่มหัศจรรย์คือแรงบันดาลใจอันมาจากประโยคที่น่าประทับใจ ประโยคอันเกิดจากตัวหนังสือที่เรียบง่ายมาประกอบกัน 

อันนี้คือความมหัศจรรย์ของกลุ่มก้อนบทความทั้งหลายในหนังสือนี้ 

มิได้เป็นคำคม มิได้เป็น Quote of the day, of the month มิได้เป็นคารมชั้นเชิงใดๆ แต่ แต่ แต่ ความเรียบง่ายของคำ ก่อเกิดเป็นประโยคใจความง่ายๆ แต่กินที่ในใจเพื่อแอบทิ้งแรงบันดาลบางอย่างไว้ อยู่ข้างในนั้น 

เวลาบอกเราว่า… 
เวลาบอกเราว่า คำตอบที่ดี ไม่ใช่คำตอบที่ถูกใจ แต่เป็นถูกที่ถูกเวลา และการเดินทางก็อาจจะเป็นคำตอบที่ดีอันหนึ่ง แต่การเดินทางที่เป็นคำตอบที่ดีนั้นก็อาจจะไม่ใช่การเดินทางที่ถูกใจ 
เวลาบอกเราว่า ณ สองฟากฝั่งของ ‘การตัดสิน’ ต่างแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ความสุข ทั้งฝั่งทางนี้ที่เราตัดสินและทั้งฝั่งทางโน้นที่เราถูกตัดสิน แทนที่จะมีการตัดสินขึ้นมาแล้วเกิดเป็นสองฝั่ง การเข้าใจว่าความเงียบเสียอีก ที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตนั้น กลับทิ้งพื้นที่ว่างไว้ พื้นที่ไว้ให้ความสุขได้เติบโต
เวลาบอกเรา (อย่างน่าทึ่ง) ว่า “ควรใช้ชีวิตทุกวันตามที่มันเป็นฯ วันพรุ่งนี้จะดูแลตัวมันเอง” และ “ไม่มีพายุฝนครั้งไหนที่จะไม่หยุด” จะกี่หยดน้ำตาหรือกี่หยาดฝน ก็จะแห้งลง เมื่อมันได้เวลา บางทีมันก็แค่หลายๆ วัน แต่มันไม่ใช่ตลอดไป 
เวลาบอกเราว่า จริงๆ แล้ว ‘โลกสวย!’ … โลกสวยด้วยมือเรา! ในบางวันซึ่งเราอาจต้องอด (ไม่ได้ในสิ่งที่อยากได้) และเราอาจต้องทน (ได้ในสิ่งที่ไม่อยากได้) แต่ในที่สุดแล้ว เราไม่ควรจะต้องอดทนกับสิ่งใดก็ตามที่ไม่ควรต้องอดทน 
เวลาบอกเราว่า การเอาจริงกับความฝัน ในที่สุดมันแล้วมันจะไม่ใช่ความเพ้อฝัน แล้วก็ยังมีความฝันอีกมากมายให้เราหยิบเลือกมาจริงจัง แต่ อย่างไรก็ตาม เราก็ควรได้คิดบ้างว่า เราต้องสูญอะไรไปบ้างรึป่าว เพื่อจริงจังเพื่อให้ได้บางสิ่งบางอย่างที่เราก็อาจจะไม่แน่ใจ ว่ามันจะใช่ความฝันที่เราเลือก  
เวลาบอก (คำถาม) ว่า ผลแพ้ชนะของการติดตามข่าวสารนั้นคืออะไร? คือพ่ายแพ้ด้วยการตกขบวนรถด่วนข่าวสาร? คือแพ้ด้วยการที่ไม่สามารถแสดงความเห็นได้ทันขบวนข่าวสาร? หรือว่า คือชัยชนะที่เสียงระงมของการแสดงความเห็นนั้นมันสามารถกลบเสียงประเด็นข้อเท็จจริงได้สำเร็จ? 
เวลาบอกเราว่า มันไม่จำเป็นต้องมีความเท่าเทียมกันของความทรงจำ หรือความเท่าเทียมกันของความสัมพันธ์ มันมิได้อยู่คนละข้างของสมการ ที่ได้รับมามิได้ต้องเท่ากับที่ได้ให้ไป ที่จำได้ก็มิได้ต้องเท่ากับที่ถูกจดจำ การเท่าเทียมกันในเรื่องทั้งสองนี้เป็นตรรกะลวงให้ปวดหัวใจ หากแต่ใจความสำคัญของความทรงจำและความสัมพันธ์นั้น คือบอกเราว่า อะไรบ้างที่สำคัญกับเราจริง เพื่อไม่ให้เราสูญเสียตัวเอง 
เวลาที่บอกเรา เวลาเท่านั้น ที่บอกเรา 

#Only_Time_Will_Tell

เก็บเพลงรัก ไว้ให้เธอ

​นิวตริโน ไม่ใช่อนุภาคที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมากเท่าไหร่ 

มันไม่คุ้นหูเท่า นิวตรอน โปรตอน และอิเล็กตรอน (ประจุเป็นกลาง เป็นบวกและเป็นลบตามลำดับ) แต่มันก็ถูกค้นพบและถูกดักจับได้มานานเป็นสิบปีแล้ว 
เรารู้จักนิวตริโน จากนิตยสารรู้รอบตัวของซีเอ็ด (สมัยยังอยู่ ม.1-ม.2) มันคืออนุภาคที่เป็นกลางทางไฟฟ้าและมีมวลน้อยมาก น้อยกว่าอิเล็กตรอน สามารถวิ่งผ่านสสารได้ และบ้างก็ว่ามันเป็นสสารมืด (Dark Matter สสารซึ่งไม่สามารถส่องแสงหรือสะท้อนแสงได้เพียงพอที่ระบบตรวจจับการแผ่รังสีของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะสามารถตรวจจับได้โดยตรง มันจึงมืดจากการรับรู้ว่ามันมีอยู่) – ที่เหลือก็ไป Google ต่อกันเองนะ 


ผู้เขียน คุณอนุสรณ์ ได้แรงบันดาลใจจากการทดลองดักจับอนุภาคนิวตริโน มาเขียนนิยาย โดยนึกเปรียบเทียบความรักก็เหมือนอนุภาคนิวตริโนนี้ วิ่งผ่านหัวใจเราไป มีอยู่จริง แต่ดักจับได้ยากมากๆๆๆ 
มันก็ไม่ Sci-Fi สักทีเดียว ใช้คำว่าลึกลับดูจะเข้ากว่า 

สำหรับเรา #เพลงรักนิวตริโน นี้เป็นนิยายที่โรแมนติกมากๆ 

เป็นนิยายโรแมนติกที่ประหลาด 

ที่ประหลาด เพราะสร้างความประหลาดใจ ด้วยประหลาดใจ เราจึงประทับใจ 

มันประหลาดด้วยความโรแมนติก 
มันมีดีงามหลายสิ่งเหลือเกิน ตั้งแต่การใช้ภาษา ไปจนถึงโครงเรื่อง 

โดยส่วนตัวแล้วเราชอบมากๆ คือการใช้ภาษาเล่าเรื่องในนิยายเล่มนี้ 

ลึกลับก็ลึกลักนัก 

รักก็คือรักเหลือ 

เหงาก็เหงาได้ใจ 
ฉากของเรื่อง เกินครึ่งเรื่องอยู่ในฮ่องกง แต่ก็มีฉากมาศิลปากรในไทยและเซี่ยงไฮ้ในจีน 

เนื้อเรื่องดำเนินแบบ Period ช่วงเวลาระหว่างการส่งเกาะฮ่องกงคืนสู่จีน 

ผู้เขียนได้ทำการศึกษาข้อมูลมาใช้ในการเขียนนิยายนี้ได้อย่างดี ทำให้เรื่องเนียนไม่มีสะดุด พาคนอ่านย้อนเวลาไปอยู่ในฮ่องกงในช่วงเวลาแห่งความสับสน 

ความแปลกแยกในความวุ่นวายบนเกาะ ขับความเหงาออกมาจนล้นปรี่ 

และยิ่งเหงา ก็ยิ่งโรแมนติก 
เราเข้าใจไปว่า ผู้เขียนได้ตั้งคำถามเรื่องความรักออกมาเป็นนิยายเล่มนี้ ทิ้งประเด็นให้คนอ่านเก็บไปลองคิดต่อ 

ประเด็นคำถามนี้ น่าสนใจไม่น้อยเลย 
#ลองฟังเพลงรัก