เดิน เท่านั้น

​คิดว่า หลายๆ คนคงมีความคิดอยากจะลองไป #ภูฏาน 


ประเทศที่วัดผลด้วยดัชนีความสุขของคนในชาติ 

ประเทศที่มีพระราชาและพระราชินี อันเป็นที่รักของคนไทยจำนวนมาก 

ประเทศที่จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อปี 

ต้อง #Bhutanเท่านั้น 
ข่าวแสดงความเคารพของพระราชาอันเป็นที่รักแห่งภูฏาน ต่อในหลวงอันเป็นที่รักยิ่งของไทย ดลใจให้ความสนใจที่มีต่อประเทศภูฏานพุ่ง ผลักดันให้หยิบหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน 
เราชอบการเขียนของคุณแววอยู่แล้ว WW Hongvivatana 

ติดตามกันมาตั้งแต่ Wish Us Luck และ HOKKAIDO HOME-MADE 

มาถึงเล่มนี้ เราเห็นการพัฒนาขึ้นของการเล่าเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ 

ด้วยเรื่องเล่าที่มีการตัดฉากการเล่าเรื่องคล้ายกำลังดูหนังที่เธอตัดต่อ 

มันไม่ได้มีดีในแง่ความคมของการเล่า แต่มันดีงามที่ความรื่นรมย์ในตัวหนังสือของคุณแวว และสิ่งที่เราชอบมากคืออารมณ์ขันและคารมจิกกัดน้อยๆ พองามในการเล่าถึงสิ่งต่างๆ ที่พบเจอระหว่างการเดินทาง 

ภาพภูฏานที่มองผ่านการเล่าของเธอจึงมีเสน่ห์ยิ่ง 

และการได้มีเธอเล่าให้เราฟังถึงการเดินทางของเธอ จึงรื่นรมย์ไม่น้อยเลย 

จะรอติดตามอ่าน เล่มต่อๆ ไปนะครับ 
เอาจริงๆ การไปเที่ยวภูฏานตามการเล่าของเธอ มันก็มีแต่เดินกับเดิน เดินกันตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นหนังสือที่ควรได้รับการประท้วงของกล้ามเนื้อขา 

เราอ่านแล้ว อดนึกถึงการเดินเท้าขึ้นลงภูกระดึงไม่ได้ คล้ายๆ เป็นการลงทุนลงแรงเดินทางไปมาเพื่อทรมานร่าง แต่เมื่อเวลาผ่านมันกลับดึงดูดเราให้กลับไปเดินเท้าเช่นนั้นอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 
ในหนังสือนี้ มีความลับของความสุขซ่อนอยู่ 

แน่นอนชนชาวประเทศที่ใช้ดัชนีชี้วัดความสุขเป็นตัวชี้วัดความเจริญ น่าจะเป็นคนที่บอกเราได้ว่า ความสุขคืออะไร และเราจะมีความสุขได้อย่างไร 

คุณแววเธอแอบบอกใบ้ด้วยว่า ความสุขนั้นง่ายกว่าที่เราเคยคิดไว้ 

ว่าแต่ พร้อมจะเดินกันมั้ยครับ?

Advertisements

หลงรักนครหริภุณชัย 

การเดินทางง่ายๆ 

มีจุดเริ่มต้นที่…หัวใจ   มีปลายทางคือ…ความทรงจำ   และ ระหว่างทางมีเรา​ 
นานๆ ที เราจะบันทึกการเดินทางบ้าง วันนี้ขอเสนอเมืองลำพูนครับ

เทอมที่แล้ว เด็กๆ ทำรายงานเรื่องอาณาจักรโบราณ หนึ่งในนั้นคืออาณาจักรหริภุญชัย 

24/10/2016 วันหยุดชดเชยวันปิยะมหาราช เรามาอยู่ที่เมือง #ลำพูน หรือ #นครหริภุณชัย 

ที่แรกที่เราแวะไปในเช้านี้คือ #พระธาตุหริภุญชัย 

งดงามมากครับ 
ระหว่างที่เรามาถึงวัดพระธาตุหริภุญชัย ปัณณ์ก็มากรอกหูพ่อว่า “พ่อ อยากไปเจดีย์กู่กุด” 

พ่อถามว่าคืออะไร ปัณณ์บอกว่า “อยู่ที่วัดจามเทวี ปัณณ์อ่านเจอในหนังสือประวัติศาสตร์” 

#เจดีย์กู่กุด #วัดจามเทวี เป็นโบราณสถานที่สำคัญของภาคเหนือ 

   1. พระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์ห่งนครหริภุญชัย ทรงสละราชสมบัติแล้วออกผนวกชี ที่วัดนี้ และพระอัฐิของพระนางก็บรรจุอยู่ในเจดีย์กู่กุดนี้ 
   2. เดิมเมื่อสร้างในอาณาจักรหริภุญชัย เจดีย์มียอดทำด้วยทองคำ ต่อมายอดทองคำหักและหายไป ชาวบ้านจึงเรียกว่า เจดีย์กู่กุด (กู่กุด เป็นภาษาล้านนา แปลว่า เจดีย์ยอดด้วน) 
   3. สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เสด็จเยี่ยมวัดแห่งนี้ จึงได้โปรดให้เปลี่ยนชื่อจาก วัดกู่กุด เป็น วัดจามเทวี เช่นเดิม 
   4. เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ผู้ครองนครลำพูนได้นิมนต์ท่านครูบาศรีวิชัย ช่วยบูรณะวัดจามเทวีอีกครั้ง 

นี่คือหนึ่งในต้นแบบของเจดีย์ล้านนา 

อ้อยอิ่ง … 

เราอยากอ้อยอิ่งอยู่ที่เมืองลำพูนนี้นานๆ 
ที่นี่ ทำให้เรารู้สึกอ้อยอิ่ง (เสียยิ่งกว่า แม่กำปอง ที่เลื่องลือของเชียงใหม่) 
อากาศร้อนไปสักนิด 

แต่กลางคืนกับเช้า อากาศเย็นสบาย เงียบเสียง ไม่มีเสียงรถ ไม่มีควัน 

คืนที่ลำพูนนี้ เราหลับสนิทกว่าทุกคืน 
ร้านรวงก็เรียบง่าย แต่มีความสะดวกในระดับที่สามารถเดินหาได้รอบๆ เมือง 

แต่ไม่ได้สะดวกจนถึงกับกระตุ้นตัวขี้เกียจ ผู้คนยิ้มแย้มเอื้อเฟื้อ ดูไปคล้ายเชียงใหม่เมื่อ 20ปีก่อน 
นักท่องเที่ยวจำนวนน้อยกว่าคนพื้นที่ คือสิ่งที่ดึงดูดเรา 

เราอยากชักชวนว่า อย่าเพียงแค่เป็นเมืองผ่าน ผ่านคือพลาด แต่เราก็ไม่อยากชวนให้มากนัก เพราะเราหวาดระแวงปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะมาปนเปื้อน 
เราไม่อยากให้เกิดภาพฝูงคนคราคร่ำมาแย่งกันถ่ายรูปลง FBIG จนเลยจุดเอื้อเฟื้อไป เราหลงใหลในภาพลุงป้าตายาย ทยอยๆ ตัวออกจากโบสถ์วัดหลังเสร็จศาสนกิจ ต่างคนต่างเอื้อเฟื้อมากกว่า 
หลังวัดจามเทวี เราก็ไปกันต่อที่ #วัดสันป่ายางหลวง 

เป็นวัดที่สวยมาก ตามประวัติแล้ว มีการถวายพระเพลิงพระศพของพระนางจามเทวีที่วัดนี้ ก่อนจะนำพระอัฐิไปบรรจุที่เจดีย์กู่กุด 

เดิมที่นี่เป็นศาสนสถานของพราหม์ จนเมื่อศาสนาพุทธเข้ามาลงหลักที่หริภุญชัย ก็มีการปรับมาเป็นวัดทางพุทธ และบูรณะมาจนสวยงามในปัจจุบัน 
สุดท้าย เราเห็นป้ายบอกทางไปพิพิทธภัณฑ์ผ้าไหมไทย เราจึงลองแวะตามป้ายไป 

สุดท้ายก็ได้ไปพบกับ ลำพูนผ้าไหมไทย 

ที่นี่ เราได้มาดูการทอผ้าไหม ยอดงานฝีมือ 

เป็นที่สุดของความละเอียด ช่างทอผ้าไหมที่ชำนาญแล้ว ยังสามารถทอผ้าได้เพียงแค่ความยาว 1cm ต่อวันเท่านั้น นั่นคือ ถ้าผืนหนึ่งยาว 1m ก็ต้องทำกันเป็น 3 เดือนกว่า 

เวลาที่เราทำ Project มามากๆ และเราเกิดทะนงตัวว่า งานเราดี เราทำงานละเอียด งานเราเจ๋ง ให้มาดูคุณป้าคุณยายทอผ้าไหมยกลายนี่เลยครับ 

เราจะตระหนักเลยว่า งานของเราอาจเรียกว่าชุ่ยไปได้เลย 
#เราหลงรักลำพูนแล้ว #เที่ยวจนตังค์หมดก็ได้เวลากลับสินะ 

ยังคงบอกลา

​เป็นปีที่มีการบอกลามากมายเหลือเกิน 

การลา ทั้งที่รู้และไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน 
ยังเหลืออีกสองเดือนกว่าจนถึงสิ้นปี ยังมีการบอกลาที่ยังเหลืออยู่ในคิวอีก และไม่แน่ว่าจะมีการบอกลาจริงๆ เพิ่มเติมอีกเท่าใด 
ทุกการบอกลามีความทรงจำ 

ทั้งความทรงจำก่อนการบอกลา และความทรงจำระหว่างการบอกลา 

และทุกความทรงจำนั้นๆ คือความคิดถึง 

ที่ไหนมีความทรงจำ ที่นั่นย่อมมีความคิดถึง 
ทุกการบอกลาย่อมมีความเศร้า ทั้งยังอาจมีน้ำตา 

แต่ความเศร้านั้นมีวันหมดอายุ ในขณะที่ ความคิดถึงนั้นคล้ายคงอยู่ตลอดไป คล้ายว่าความคิดถึงไม่รู้จักหมดอายุ 
ทุกการบอกลาคือการบอกว่า ได้จากกัน แต่นั่นอาจเป็นเพียงการห่างกันทางกายภาพ 
จึงได้คิดว่า การที่ได้มาลากัน ห่างเป็นระยะทางเชิงกายภาพเท่านั้น อีกทั้งความเศร้ายังพ่ายแพ้ให้กาลเวลาอยู่เนืองๆ ความทรงจำต่างหากที่ทำให้ความคิดถึงกันคล้ายคงอยู่ตลอดไป และความทรงจำนี้คือหลักฐานว่า เราได้เคยผูกพันกันด้วยความสัมพันธ์อันงดงาม สวยงาม 

เราจึงได้มาบอกลากัน 
การบอกลา ยังเป็นหมายเหตุของการมาถึงจุดสิ้นสุด และทั้งยังเป็นการร้องบอกถึงจุดเริ่มต้นใหม่ด้วย 

เมื่อสิ่งหนึ่งสิ้นสุด ย่อมเป็นการเริ่มต้นของอีกสิ่งหนึ่ง 
การลาจากกันจึงงดงาม 

การระลึกถึงกันจึงงดงาม 
แด่การลาจาก 

เมื่อเธอจากไป 

หากเราจากก้น 

#จนกว่าจะพบกันใหม่

ถูกลวง?

​อารมณ์เซ็ง อารมณ์เนือย อารมณ์เศร้า 

นิยายสืบสวนดีๆ ช่วยได้ 


หยิบเอาเล่มนี้มาอ่านก่อนที่ #Jack_Reacher ภาคใหม่จะมาฉาย และเป็นคนละตอนกัน 
ตอนนี้มีแกนของเรื่องที่ไม่แกรนด์มาก เรื่องเกิดขึ้นเมื่อพระเอกคนเก่งร่อนเร่มาถึงเมืองเล็กๆ ชื่อ Echo (ได้ความรู้เพิ่มเติมนิดนึงว่า Echo คือนางฟ้าที่ถูก Hera – ภรรยาของ Zeus สาปให้พูดตามได้แต่คำสุดท้ายของคนที่พูดด้วย ตอนหลังมาช้ำใจเพราะดันหลงรัก Narcissus) 
การเดินเรื่องจากการเขียนของ #Lee_Child นับว่ายอดเยี่ยม เดินเรื่องได้สนุก รายละเอียดดีมากด้วย อ่านแล้ว ก็เริ่มติด Series นิยายนี้เลย 
ปมเรื่องน่าสนใจมาก 

คนแปลกหน้ากับคนแปลกหน้า และกับความเหยียดสัญชาติ กับคนมองคนที่แตกต่างด้วยสายตาที่ไม่เป็นธรรม 

พวกเดียวกัน กับพวกมันที่ไม่ใช่พวกเรา เพราะพวกมันแตกต่าง 

ที่ไหน เมื่อไหร่ ก็ยังมีคนวนๆ จมๆ กับความคิดจำพวกนี้ “พวกมันต้องเป็นไปตามที่พวกเราคิด แน่นอน” 

อีสุดท้าย พวกเราก็เป็นพวกเราตราบเท่าผลประโยชน์ร่วม! จากจุดนั้นไป ก็คือพวกมัน! 
นอกจากความบันเทิงจากความสนุกของเรื่อง 

Jack Reacher เตือนเราว่า อย่ามองอะไรผิวเผินเกินไป ความสมบูรณ์แบบจริงๆ ไม่มี ไม่สมบูรณ์คือปกติ สมบูรณ์เกินไปคือการปรุงแต่งชึ้นมา 

สิ่งปรุงแต่งอาจลวงตาเราได้ ดังนั้นจึงต้องเข้าใจอะไรคือสิ่งที่บรรจงแต่งแสดงขึ้น อะไรคือข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้ถูกลวง! 
มันคือ คาถาปราบดราม่าชัดๆ 
เราว่า Jack Reacher สามารถใช้แก้เลี่ยนจาก Prof. Langdon  ของ Dan Brown ได้ดี 

ด้วยความสันโดษ ความเร่ร่อน ทำให้ตัวละคร Jack Reacher นี้โดดเด่นกว่า และมีความไร้ Identity ที่ดูจริงกว่า Jason Bourne 
ย้ำอีกทีว่า แกนของเรื่องไม่ใหญ่ ไม่อลังการ และ คุณ Lee แกก็พยายามบอกใบ้ให้กับคนอ่านระหว่างทาง เลยอาจดูไม่เป็นเรื่องหักมุมอะไรๆ 

แต่มันสนุกได้ทั้งๆ ที่เขียนออกมาแบบนี้ อันนี้คือสุดยอดในอีกทางหนี่ง 
และก็ต้องยกความดีให้กับผู้แปลด้วยที่ทำใหออกมาเป็นนิยายภาษาไทยที่อ่านสนุกไม่สะดุดเลย #โรจนา_นาเจริญ นี่ก็ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นหนึ่งในนักแปลนิยายสืบสวนฝีมือดีของไทย 
#ลวงตาลวงตาย #Echo_Burning

กลางโซลมี(อาชีพ)อิสระ

​การผ่านช่วงเวลาที่ไม่ดี 

หรือเวลาที่เราไม่สบายใจ เราต้องได้อ่านหนังสือ 

ยิ่งไม่สบายใจ ยิ่งมากเล่ม 

กลิ่นกระดาษ สัมผัสกระดาษ ตัวหนังสือบนกระดาษ มีพลังงานคนละชนิดกับหน้าจอ 


ประเด็นเรื่องการหาทางออกจากชีวิตลูกจ้าง มิใช่แค่กระแสของคน Generation นี้ในประเทศไทย 

หันไปดูประเทศเกาหลีใต้ ก็มีไม่น้อยเลยที่ออกจากงานประจำมาเป็นอาชีพอิสระ หรือผู้ประกอบการตามฝันของตน คิดๆ ไป นี่อาจเป็นกระแสสากลของยุคสมัย เมื่อมีคนพยายามหาทางออกให้ชีวิต 
การนั่งลงพูดคุยกับหนุ่มสาวเกาหลีใต้ที่เลือกออกมาประกอบอาชีพอิสระหลายสิบชีวิตในหนังสือเล่มนี้ เป็นการพูดจากันด้วยภาษาง่ายๆ ของพวกเขาเอง โดยเขาพยายามเล่าให้ฟังว่า อะไรคือแรงบันดาลใจ อะไรคือที่มาของการประกอบกิจการของเขา 

ตัวหนังสือกลุ่มนี้ กระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ เลือดสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงความฝันที่แอบตัวอยู่ในมุมข้อพับต่างๆ ให้มีชีวิตชีวา 
จริงๆ แล้ว เราก็มีข้อติงอยู่ 

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ด้วยตัวอักษรที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ ทำให้ต้องใช้พลังสายตาของคนอ่านมาก นี่อาจไม่เป็นมิตรกับสายตาหรือการอ่านนัก 

และอีกอย่าง การเล่าเรื่องอาชีพอิสระของแต่ละคน ดูขาดความลึก คล้ายเกิดจากบทสัมภาษณ์หรือบทสนทนากันเพียงผิวเผิน ซึ่งอ่านแล้วก็แอบผิดหวังบ้าง เพราะไม่พอดีกับความคาดหวังของเรา เมื่อพลิกดูพบว่าคนสัมภาษณ์เป็นคนเกาหลีใต้พูดคุยกับคนเกาหลีใต้กันเอง ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นสไตล์ในการพูดคุยก็ได้ เราอาจเคยชินกับการสัมภาษณ์แบบนิตยสารไทยๆ อย่าง GM หรือ A Day มากไป 
ตัวหนังสือที่พิมพ์ด้วยตัวเล็กกว่าหนังสืออื่นๆ เราไม่แน่ใจว่าเป็นเจตนาของคนทำหนังสือนี้หรือไม่ แม้ทำให้เกิดความหงุดหงิดอยู่บ้างกับคนอ่านที่อ่านนู่นอ่านนี้ในปริมาณมากกว่าหนึ่งเล่มต่อสัปดาห์ เพราะจะมาอ่านสะดุดกับตรงตัวหนังสือที่เล็กลงในเล่มนี้ทุกครั้ง 
แต่มันดี! ความหงุดหงิดนี้คือดี? 
1. เรื่องขนาดของตัวหนังสือที่เล็กลงนี้ ดูคล้ายเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็เป็นการบ้งคับให้คนอ่านออกจากความเคยชินในขนาดตัวหนังสือ ความเคยชินนี้ก็อันตราย ดูคล้ายพยายามจะสื่อว่า การออกมาประกอบอาชีพอิสระ ก็คล้ายตัวหนังสือที่เล็กลง ไม่สบาย ต้องเพ่ง ไม่ใช่ดังผู้คนส่วนใหญ่เคยชิน ชีวิตก็อาจดูเล็กลง แต่ยังคงสาระสำคัญไว้ ยังอ่านได้ ยังเข้าใจ แต่เล็กลง 
2. การที่ตัวหนังสือเล็กลง ทำให้ ด้วยปริมาณเนื้อความเท่าเดิม แต่ใช้พื้นที่น้อยลง มีพื้นที่ให้รูปประกอบสวยๆ มากขึ้น ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ จะเพิ่มบางอย่าง ก็ต้องลดบางอย่าง รูปประกอบในหนังสือนี้จึงโดดเด่นเป็นพิเศษ ทั้งในแง่พาเราเยี่ยมชมเมืองโซลในมุมพิเศษๆ และทั้งในแง่การหล่อเลี่ยงจินตนาการความฝันของเรา อันนี้แล้ว บางทีเราก็หลงไปอยู่มากเหมือนกัน เวลาที่เราอยากมีอะไรๆ เราก็พยายามไขว่ขว้าแสวงหาให้มากขึ้นๆ ไป ทะเยอทะยานให้มากขึ้น ลืมกลับมาดูว่า จะมีบางอย่างมากขึ้น ต้องลดบางอย่างลง จะได้บางอย่างมา ต้องเสียบางอย่างไป 
3. การที่ตัวหนังสือเล็กลง การใช้พลังในการอ่านมากขึ้น นั่นคือทำให้เราต้องใช้สมาธิในการอ่านมากขึ้น ผลก็คือ เราอินกับเรื่องราวของเขาเหล่านี้ เลยเกิดความรู้สึกเข้าอกเข้าใจอยู่บ้าง การเป็นเรื่องน้อยแต่มาก ไม่ลึกในรายละเอียด แต่ลึกในความรู้สึก ดีงามไม่น้อย 
แม้ว่าการพูดคุยจะไม่ลงลึกในรายละเอียดมากนัก แต่มันก็จุดประกายความคิดให้กับคนอ่านได้มาก ประมาณว่า เอ๊ะ! อันนี้ แบบนี้ก็หาเลี้ยงชีพได้พอเหรอ? 

เราว่ามันมีเรื่องราวที่เป็นจุดร่วมกันอยู่ คือ… 

บางทีการคิดมากก็ไม่ทำให้เราได้เริ่มต้นสักที 

การอยู่รอดจึงขึ้นอยู่กับ การตัดใจยอมลดทอนสิ่งต่างๆ ในชีวิต 

เขาไม่ค่อยกังวลกับฐานะมากนัก สิ่งที่น่ากังวลยิ่งคือ การที่พวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตต่างหาก 

ดูผิวเผิน คล้ายเขาคิดน้อยไป 

ดูผิวเผิน คล้ายพวกเขาง่ายๆ กับชีวิต แต่พวกเขาไม่มักง่ายกับชีวิต หรือไม่มักง่ายกับการเลี้ยงชีพเลย 
เรื่องเหล่านี้จึงตรงดิ่งเข้าสู่กลางหัวใจของเราโดยแท้ 
#กลางใจโซลสู่กลางใจเรา #Seoul_to_Soul

CEO – TRUST

​อันนี้เป็นบันทึกส่วนตัว 

เป็นปัจฉิมโอวาท 

… 
ได้มีโอกาสทำงานให้กับ CEO มาสองสามท่าน ท่านนี้เป็นท่านที่มีความเป็น ‘เยนเทิ้ลแมน’ ที่สุดท่านหนึ่ง 

เปิดเรื่องด้วยคำว่า Trust 

“งานธนาคาร ไม่มีใครเป็นพหูสูต เราต้องฟังคนอื่น ฟังคนทำงาน ฟังคนที่เจอลูกค้า ฟัง Operation … และเราต้องเชื่อใจกันว่าแต่ละคนได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดี” 

นี่คือหาได้ยาก ในชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ที่จะเจอนายใหญ่ที่เค้าฟัง 

ที่ผ่านก็มีบ้างที่บอกว่าเค้าฟัง แล้วพอเราพูด เค้าก็บอกว่า “รู้แล้วๆ” 

เมื่อผู้นำเชื่อและวางใจในผู้ตาม ผู้ตามก็วางใจในผู้นำ ไม่มีอะไรซับซ้อน 
Trust ที่ 1 เชื่อในทีมงาน เชื่อในการทำงานเป็นทีม เชื่อในตัวคนว่าทำหน้าที่ของสมาชิกของทีมเป็นอย่างดี ไม่มานั่งสงสัยกัน ไม่เคยมานั่งจุกจิกสงสัยใครต่อใครว่า ทำหน้าที่ดีแล้วหรือยัง 
Trust ที่ 2 เคารพที่จะรับฟังผู้อื่น เวลา Present ใดๆ มักไม่ค่อยถูก Interupt ระหว่างการพูด การอธิบายเลย หากเรามีวินัยกับเวลา เราจะได้พูดจนจบตามที่เราเตรียมมา แล้วท่านจึงค่อยถาม ทั้งยังได้ยินการเอ๋ยปากขอโทษอยู่เนืองๆ หากมีการด่วนสรุปอะไรไปก่อนเอง  
Trust ที่ 3 เข้าใจ และพยายามที่เข้าใจเหตุผลของกันและกัน ความเข้าใจกันนี่คือหัวใจของทีม เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่เราเข้าใจกัน 
Trust ที่ 4 พูดบอกกล่าวกัน แบ่งปันความคิดเห็น แบ่งปันความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ ไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง ลูกน้องรู้บางเรื่อง หัวหน้ารู้บางเรื่อง เราแบ่งปันกัน 
Trust ที่ 5 เป็นเรื่องวิสัยทัศน์ มองไปข้างหน้า มองผลกระทบกับ Stakeholders เรื่องหนึ่งเป็นเหตุของเรื่องหนึ่ง และเป็นผลของอีกเรื่องหนึ่งเสมอ 
เราก็ไม่ได้ทำได้ทุกข้อ หรือทำได้ตลอดเวลา เพราะอารมณ์เหวี่ยงส่วนบุคคลของเรา 

แต่มันดีที่มีคนสอน 
บางทีชีวิตไปต่อได้เพราะมีครูดี 

และไปต่อได้ ก็ด้วยเรายอมถอยหลังออกมาก่อน

พาเด็กเข้าป่า เล่นน้ำตก  ลงมาเขื่อน

16/10/2016 ออกจากบ้านแต่เช้า ขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เล่นน้ำตก ​

ถึงบ่าย ตีรถลงจากเขาใหญ่ มาเขื่อนขุนด่านฯ 

พ่อ: “เคยมายัง” 

ปริณ (พึ่งตื่น): “เคยค่ะ” 

ปัณณ์: “หลายรอบแล้ว เราขึ้นไปนั่งรถบนสันเขื่อนด้วย” 

พ่อ: “ใครเป็นคนคิดสร้างเขื่อนนี้?” 

ปัณณ์: “ในหลวง” 

พ่อ: “สร้างทำไม?” 

ปัณณ์: “ในหลวงเก็บน้ำไว้ให้ประชาชนได้มีใช้ตลอด” 

พ่อ: “น้ำมาจากไหน” 

ปัณณ์: “บนเขา” 

พ่อ: “มาจากเขาใหญ่” (เมื่อกี้พึ่งเล่นน้ำตกเหวสุวัตกันมา) 

ปัณณ์: “เหมือนลำตะคอง” 

พ่อ: “ฝั่งนู้นคือลำตะคอง ถ้าทางฝั่งนครนายกนี้ก็คือเขื่อนขุนด่าน” 

ปริณ: “หนูชอบ” (น้ำแข็งใสบนสันเขื่อนอร่อย) 

ปัณณ์: “น่าเล่นน้ำจัง” (ท้ายเขื่อนมีเล่นน้ำ) 

กลับถึงบ้าน… 

พ่อ: “เราเคยไปน้ำตกเหวสุวัตตอนหน้าร้อน จำได้มั้ย” 

ปัณณ์: “ครับ” 

พ่อ: “น้ำเป็นไง” 

ปัณณ์: “แห้งงงง” 

พ่อ: “แล้ววันนี้หล่ะ?” 

ปัณณ์: “ซู่เลย” (ทำมือประกอบ) 

พ่อ: “คนใช้น้ำมันจะต่างจากหน้าแล้งมั้ย?” 

ปัณณ์: “หน้าร้อนก็ไม่มีน้ำใช้เลย ตอนนี้ก็น้ำท่วม” 

พ่อ: “แล้วไงดี” 

ปัณณ์: “ก็ต้องมีเขื่อนไงพ่อ” 

พ่อ: “แสดงว่าคนที่คิดเรื่องเขื่อน ก็ต้องเข้าใจเรื่องนี้” 

ปัณณ์: “ช่ายยยย” 

พ่อ: “ใครคิดนะ?” 

ปัณณ์: “พระเจ้าอยู่หัว” 

พ่อ: “เจ๋งป่ะ?” 

ปัณณ์: “เจ๋ง!” 

พ่อ: “ก็ที่เค้าบรรยายไงว่าหลังสร้างเขื่อนแล้ว นครนายกทำเกษตรได้ตลอดทั้งปีเลย” 

ปัณณ์: “อืม” 

พ่อ: “รีบไปทำอะไรให้เสร็จ แล้วไปนอนไป”