EOY2016 Trip – สิ้นปีที่ฮานอย 

31/12/2016 สิ้นปีแล้วครับ 

เรามาอยู่ที่ฮานอยแล้ว ในวันที่ 7 ที่จากบ้านมา 

กรุงเทพ – หนองคาย – เวียงจันทน์ – หลวงพระบาง – ฮานอย 

ถ้าบอกว่าไม่เหนื่อยเลย ก็โกหกแล้ว มันเหนื่อยมาก แล้วเหนื่อยขนาดนี้ทำทำไม 

ใช่ครับ มันสนุก มันมันส์มาก กับการเดินทางข้าม 3 ประเทศกว่า 7วัน และมันก็สาหัสนัก 

ที่พบคือ เด็กมีพลังงานสูงกว่าที่เราคิดมาก ในขณะที่เราเดินเหนื่อย เมื่อย มึนจนปวดหัว 
ลูกสาวเธอเดินไป ชมวิวข้างทางไป ร้องเพลงไป  ส่วนลูกชาย เธอก็เดินไป แหย่น้องไป เรียกพ่อเรียกแม่ ดูนู่นดูนี่ตลอดทาง 

เฮ้ย! โอเค ยังไปต่อได้ 

ถ้าวัดความสำเร็จของการเดินทางครั้งนี้คือ เด็กๆ โตขึ้น 

พวกเขาโตระหว่างการเดินทาง 
น้องปริณเรียกพ่อให้หลบรถ พี่ปัณณ์ช่วยพ่อดูแผนที่ 

เด็กๆ อยู่ง่าย กินง่าย เดินไม่บ่น นอนบนรถก็หลับได้ 

กินอาหารเมืองไหนประเทศไหน นั่งร้านยังไง หรือยองๆ กินข้างทาง อากาศร้อนเย็นหนาว พวกเขาก็สามารถกินได้อยู่ได้ 

พร้อมจะเดินทาง หิวก็กิน ง่วงก็นอน เหนื่อยก็พัก จำเป็นต้องขึ้นรถก็ไป ง่วงก็ค่อยไปหาเวลานอนเอา 

วันที่เหนื่อยจัด ปวดหัว ลูกสาวเดินมาถามพ่อว่า “พ่อเป็นอะไรรึป่าว?” ลูกชายจัดการกระเป๋าเดินทางของตัวเอง จัดการอาหารการกินให้ตัวเองกับน้องได้ อ้า! หายเหนื่อยแล้วฮะ 

สำคัญที่สุดคือ เด็กๆ รู้จักที่จะรอ การรอคอยเป็นทักษะที่สำคัญและเริ่มหาได้ยากในสมัยนี้ ระหว่างการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างเมือง บางทีต้องรอรถเป็นชั่วโมงๆ ที่ท่ารถ หรือการเดินทางเราก็ต้องอยู่บนพาหนะเป็นหลายๆ ชั่วโมง กว่าจะถึงปลายทาง พวกเขาสามารถอยู่กับเวลาได้ พวกเขารู้ว่ามันจำเป็นที่จะต้องรอ และพวกเขาก็รอได้ 

นอกจากนี้ การที่ได้เจอผู้คนมากหน้าหลายตา หลายเชื้อชาติ หลายสัญชาติ หลายอาชีพ และหลายๆ ภาษา เห็นผู้คนแต่ละเมืองใช้ชีวิต เค้าได้ทดลองพูดคุยสื่อสารกับผู้คนในเมืองต่างๆ ได้เห็นว่าความจำเป็นในการสื่อสารในการใช้ชีวิตจริง เป็นอย่างไร ความสำคัญของการใช้ภาษาอังกฤษ และไม่ใช่เพียงแค่ภาษาอังกฤษเพียงถ่ายเดียว พวกเขาเริ่มไม่กลัวการพบปะและสื่อสารผู้คนแปลกหน้าแปลกถิ่น จะอย่างไรก็ต้องพยายามสื่อสารกันให้ได้ 

นี่คือสิ่งที่พ่อดีใจที่ทำได้ในปี 2016 นี้ 

เราไม่ใช่พ่อดีเด่น ไม่ใช่พ่อที่เก่งที่เลี้ยงลูกได้ดี ไม่ใช่พ่อที่สอนลูกเก่ง แค่พยายามให้มีเวลาได้ออกเดินทางไปด้วยกัน มีเวลาให้กัน 
#พวกเราล้วนเติบโตระหว่างการเดินทาง 

Advertisements

EOY2016 Trip – หลวงพระบาง – พระบาง

​เรื่องมาเริ่มต้นที่ พื้นที่ที่เป็นเมือง #หลวงพระบาง เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำ 2 สาย คือแม่น้ำโขงกับแม่น้ำคาน (หรือขาน) 

หลวงพระบางเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักร #ล้านช้าง อยู่ทางเหนือของเมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงปัจจุบันของลาว ประมาณ 400 km 
แต่เดิมพื้นที่นี้เป็นถิ่นของขอม เจ้าขุนลอขับไล่ขอมลงไปด้านล่าง เข้ามาปกครอบแถบนี้ และตั้งชื่อเมืองว่าเมือง #เชียงทอง มาจนถึงสมัย #สมเด็จพระเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณีศรีสัตตนาคนหุต สามารถมาตียึดครองได้จนถึงอาณาบริเวณของพื้นที่ของเมืองเวียงจันทน์ ได้ตั้งขึ้นเป็นอาณาจักรล้านช้างโดยมีศูนย์กลางของอาณาจักรอยู่ที่เมืองเชียงทองนี้ พระองค์มีเชื้อสายมาจากทางราชสำนักเขมร และพระองค์ได้ทรงอัญเชิญ #พระบาง พระพุทธรูปศิลปะสิงหลมาจากราชสำนักเขมร มาประดิษฐานที่เมืองเชียงทองนี้ และได้เปลี่ยนชื่องเมืองเป็นเมือง #หลวงพระบาง ตามที่ได้มีพระบางมาประดิษฐานอยู่  

มาจนถึงสมัยของ #พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ได้มีการย้ายเมืองหลวงของล้างช้างจากหลวงพระบางลงไปอยู่ที่เวียงจันทน์ แต่ก็มิได้อัญเชิญพระบางลงมาที่เวียงจันทน์ด้วย ซึ่งก่อนที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจะทรงย้ายเมืองหลวง พระองค์ได้ทรงสร้าง #วัดเชียงทอง วัดที่งามที่สุดของหลวงพระบาง  

พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงย้ายเมืองหลวงมาเวียงจันทน์แล้ว แต่ไม่ได้ทรงย้ายพระบางตามลงมาด้วย แต่ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตจากเชียงใหม่ที่พระองค์เคยได้มาลงมาอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ โดยพระองค์ได้ทรงให้สร้างหอพระแก้ว เพื่อเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต (ขนานนามนครเวียงจันทน์ประดิษฐานพระแก้วมรกตนั้นว่า “จันทบุรีศรีสัตนาคนหุตอุตมราชธานี” ส่วนพระนครเชียงทองที่มีพระบางประดิษฐานอยู่นั้นให้ขนานนามว่า “พระนครศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางราชธานี”) 

สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 2 (เจ้าไชยองค์เว้) พ.ศ. 2257 ได้อัญเชิญเอาพระบางเจ้าลงไปประดิษฐานที่นครเวียงจันทน์คู่กันกับพระแก้วมรกต มาจนถึงหลังรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช ล้านช้างเกิดความแตกแยกกันภายใน ทำให้อาณาจักรแยกตัวกันออกมาเป็น 3 อาณาจักรคือ ล้านช้างหลวงพระบางในตอนบน, ล้านช้างเวียงจันทน์ในตอนกลาง, และล้านช้างจำปาศักดิ์ในตอนใต้ จนที่สุดแล้วล้านช้างทั้งหมดก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของสยามในสมัยกรุงธนบุรี และไปตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี 


การแตกแยกและความวุ่นวายทั้งหลายของอาณาจักรล้านช้างนั้น เล่าลือกันว่าเกิดจากความเป็นอริกันของเทวดาที่รักษาพระพุทธรูปสำคัญทั้งสององค์คือ พระแก้วมรกต และ พระบาง 

เมื่อมีการนำพระพุทธรูปทั้งสองมาประดิษฐานอยู่ร่วมกันในเมืองเดียวกัน จึงเกินความวุ่นวายหลายประการ เกิดความแตกแยกภายในจนมีการแยกตัวกันออกเป็น 3 อาณาจักร และถึงขั้นเสียเมืองให้กับสยามในที่สุด 


พระบาง เป็นพระพุทธรูปทองสำริด ปางห้ามสมุทร ปัจจุบันนั้นประดิษฐานอยู่ที่หอพระบาง 

ซึ่งหอพระบาง ตั้งอยู่ในอาณาเขตของพิพิทธภัณฑ์แห่งชาติพระราชวังหลวงพระบาง (The Royal Palace Museum)

ตามประวัติ หลังจากที่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทรงตีเมืองล้านช้างเวียงจันทน์ได้แล้ว พระองค์ก็ได้อัญเชิญ พระแก้วมรกต, พระบาง, และพระเขี้ยวแก้ว กลับมายังกรุงธนบุรี 

และด้วยเหตุว่าทั้งพระแก้วมรกตและพระบางอยู่ด้วยกันที่กรุงธนบุรี บ้างก็ว่า นั่นเป็นเหตุให้ต่อมาเกิดความวุ่นวายในกรุงธนบุรี (จริงเท็จอย่างไร เราไม่กล้าสืบค้นต่อ) แต่ในที่สุดแล้ว รัชกาลที่ 1 พระองค์ได้ทรงโปรดให้อัญเชิญพระบางกลับไปประดิษฐานที่กรุงเวียงจันทน์ตามเดิม และได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้วพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ 

ต่อมาเมื่อเกิดเหตุที่พระเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทน์ทำการกอบกู้เอกราชให้เวียงจันทน์แล้วยกทัพมาตีได้จนถึงเมืองนครราชสีมานั้น กรมสมเด็จพระราชวังบวรสถานมงคลได้ยกทัพตีทัพเวียงจันทน์กลับไปจนสามารถตีเอาเมืองเวียงจันทน์ได้อีกครั้ง พระองค์ก็ได้ทรงอัญเชิญพระบางจากเมืองเวียงจันทน์กลับมาถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงโปรดให้อัญเชิญพระบางไปประดิษฐานอยู่ที่วัดจักรวรรดิราชาวาส และเป็นอีกครั้งที่ทั้งพระแก้วมรกตและพระบางได้กลับมาประดิษฐานอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ เกิดเหตุข้าวยากหมากแพงและความวุ่นวาย ก็มีร่ำลือกันอีกว่าเหตุเพราะความอริระหว่างเทวดาประจำองค์พระพุทธรูปทั้งสองนี้ 

ที่สุดแล้ว ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ก็ทรงโปรดให้อัญเชิญพระบางกลับไปประดิษฐานที่เมืองหลวงพระบางตามแต่ดั้งเดิม และก็อยู่ที่หลวงพระบางมาจนถึงปัจจุบันนี้ 
สำหรับในตัวเมืองหลวงพระบางแล้ว นอกจาก วัดเชียงทอง และพระบางที่ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่หอพระบางแล้ว 

ยังมีพระธาตุสำคัญของเมืองหลวงพระบาง คือ พระธาตุพูสี ตั้งอยู่บนยอดเขาพูสีกลางใจเมืองหลวงพระบาง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอนุรุธ 

เราสามารถมองเห็นองค์พระธาตุสีทองจากทุกมุมเมืองหลวงพระบางจริง และจากบนยอดเขา มองลงมาจะเห็นเมืองหลวงพระบางและแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ทั้งสองสาย 

EOY2016 Trip – บันทึกการเอาตัวรอดในลาว

สะบายดี ขอบใจหลายที่ติดตาม 

ลองอ่านดู ตัวพิมพ์ชุดนี้อาจเรียงตัวไว้ไม่สลวยเท่าไร เน้นเก็บไว้อ่านเอาสนุก อาจมีประโยชน์บ้างตามอัธยาศัย 

1. เริ่มจากการเดินทางไปไหนมาไหนก่อน ใน #เวียงจันทน์ ตัวเมืองค่อนข้างใหญ่ แต่ก็อยู่ในวิสัยที่จะเดินถึงกันได้ในระดับแค่เมื่อยขาลาก แต่ถ้าเจอแดดของประเทศนี้เข้าไป อาจถึงกับระทมอกไหม้หลังไหม้ แดดจัดมาก เดินเช้าก่อนแดดมา work กว่า ถ้าแดดมาแล้วอาจต้องพึ่งสามล้อเครื่อง ซึ่งถ้าเราจะเรียกรถ ซึ่งจริงๆ กลับกันคือรถจะเรียกเราตลอดทางมากกว่า เดินคนเดียวก็ไม่เคยเหงา ตุ้กๆ จะทักเราตลอดเกือบทุกๆ 5 นาที (ถ้าจะเดินไม่นั่งรถก็หมั่นบอกปฏิเสธไป) แต่ถ้าจะเรียกสามล้อ ต้องเตรียมใจต่อราคาเลย เพราะตุ้กๆ จะบอกเราก่อนเลยว่าที่ๆ เราจะไปมันไกลขอค่าน้ำมันแสนนึง (กีบ) ซึ่งเท่ากับสี่ร้อยนะครับ ในระยะทางที่เราเดินถึงได้ แล้วคิดจะถามเป็นราคาบาท อย่าถามเลยดีกว่าเพราะราคาบาทจะแพงกว่าราคากีบเสมอ (ท่องไว้เลย) Step เทพของการเรียกรถสามล้อคือ ถามราคาปุ้ป ส่ายหน้าแล้วบอกไปเลยว่าแพง ถ้ายังไม่ยอมลด ให้บอกว่าไม่ไป แล้วเดินออกมาทันที 90% จะรีบเดินตามมาลดราคาให้ ถ้าเราทำเป็นไม่สนใจ อาจถึงกับวิ่งตามมา หรือตะโกนลดราคาไล่หลังมาเลย ได้ราคาที่ถูกใจแล้วค่อยไป ถ้าแนะนำคือ ถ้าเจอสามล้อคนไหนถูกใจให้ขอเบอร์มือถือไว้ แล้วใช้บริการเขาตลอดที่อยู่เวียงจันทน์ หรือเหมาเอาเลยทั้งวันจะ Work กว่ามาเซ็งกับการต่อราคานั่งสามล้อเป็นแสน สำหรับที่ #หลวงพระบาง เดินเอาอย่างเดียวครับ ถ้าอยู่ในเมือง เดินๆๆ สะบายดีสะบายใจ ที่สุด ถึงโรงแรมแล้วค่อยนวดยาเอา เรายังไม่เห็นความจำเป็นของการนั่งสามล้อ เว้นแต่จะออกไปนอกเมืองหลวงพระบาง

2. การใช้เงิน ใช้เป็นเงินกีบอย่างเดียว ราคาเป็นบาท ราคาเป็นเหรียญ USD จะแพงกว่า แลกเงินกีบใช้วันต่อวัน ถ้ากีบเหลือกลับบ้าน ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรอีก นอกจากเก็บไว้เป็นที่ระลึก ส่วน Exchange Booth ก็มีกระจายอยู่ทั่วเมือง สะดวกทั้ง Bank และ Non-Bank แลกได้แบบไม่ต้องโชว์ Passport ไม่มี KYC ฮะ เดิน Survey ดู Rate ก่อน เจอว่า Booth ของ Non-Bank ให้ราคาดีกว่า ส่วนเงินบาทก็มีติดไว้ บางทีก็จำเป็น แต่ให้แลกเป็นแบงค์ร้อยบาทไว้ให้หมด ถ้าจ่ายเป็นแบงค์ห้าร้อยหรือแบงค์พัน เขาจะทอนเงินมาให้เป็นเงินกีบ ซึ่งเราเวียนหัวมาก หายเวียนหัวอีกทีก็จะรู้ว่ามันคิดราคาบวกๆ เข้าไปอีก จ่ายแพงเข้าไปอีก ส่วนบัตรเครดิตก็ไม่ค่อยรับในร้านทั่วไป ต้องเป็นร้านดีๆ ถึงจะมีหัวรูด และเกือบทุกร้านจะคิดราคากลับเป็นเหรียญ USD แล้ว charge 3% นั่นคือโดนบวกเข้าไปอีกสองเด้ง รูดปื้ด ราคาเพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยบาท นี่คือลองมาแล้วเพราอยากรู้ล้วนๆ เสียค่า Taking Course ไปตามระเบียบ 

3. ว่าด้วยเรื่องของธนาคาร เราว่าลาวเป็นประเทศที่มีธนาคารเยอะมาก ทั้งธนาคารของลาวเองและธนาคารของไทย ในเวียงจันทน์แถวๆ ประตูชัยจะพบธนาคารไทยเรียงตัวกันทั้ง CIMB Thai, ไทยพาณิชย์, กสิกร, และแบงค์กรุงเทพ ธุรกรรมหลักๆ ของเค้าคือ ฝากเงิน ชำระเงิน แล้วก็แลกเงินนี่แหละ ยิ่งการแลกเปลี่ยนเงินนี่คือคึกคักเลย แม้ว่าจะเป็นคนลาวเอง น่าจะเป็นเพราะบ้านเมืองเค้าใช้เงินทั้งสามสกุล พร้อมๆ ดังนั่นนี่น่าจะเป็นลักษณะเฉพาะของธุรกรรมทางการเงินของที่นี่ ตู้ ATM ก็มีอยู่เยอะมากในตัวเมือง ว่ากันว่ากดตังค์ที เสียค่าธรรมเนียมการถอน 100บาท เลยยังไม่ได้ลอง (เก็บตังค์ไว้จ่ายค่ารูดบัตรเครดิตข้อก่อนหน้า) แต่ยังไม่เห็นธนาคารไหนสาขาไหนมี Self-Service Kiosk รับฝากธนบัตร หรือเครื่อง Update Passbook ลูกค้าถือ Book นั่งรอในสาขากันตรึม ธนาคารในเวียงจันทน์เป็น Case Study ที่ดี เค้าใช้ห้องๆ เดียวพื้นที่แค่ Shop เล็กๆ Shop เดียว หรือห้องแถวชั้นล่างห้องเดียวให้บริการลูกค้าได้ ไม่ต้องมีพื้นที่มาก ลูกค้าก็นั่งกันเต็มพื้นที่ บางทีก็ล้นสาขาออกมา แต่ก็ให้บริการธนาคารได้ เทียบกับของไทยแล้วต้องบอกว่าสาขาที่นี่เล็กมากจริง สาขาไหนที่ลูกค้าล้นๆ ก็มีระบบบัตรคิวอันนี้ก็เหมือนธนาคารบ้านเรา และก็ที่มีเสน่ห์มากคือการเจรจาพาทีระหว่างลูกค้ากะ Teller อันนี้ดูลูกทุ่งและเข้าถึงมากๆ 555 คือมาเที่ยวนะแต่ยังอุตส่าห์มาส่องธนาคารเค้าอีก นิสัยตามอาชีพนี่แก้ไม่หาย ขอเติมอีกนิด บางธนาคารใหญ่ๆ ก็มี eBanking ด้วย แต่ไม่แน่ใจเรื่อง Usage เหมือนกันไม่กล้าเข้าไปถามขนาดนั้น แล้วก็มี  Non-Bank  ที่รับฝากเงินทั่วไปจากประชาชนด้วย (อันนี้ก็ไม่ได้ไปส่อง  Interest Rate แค่นี้ยามก็เริ่มมองหน้าแระ) 

4. ตัวหนังสือลาวคล้ายของไทยมาก ถ้าพยายามแกะกันจริงๆ เราสามารถอ่านหนั้ั้งสือของเค้าได้ อย่ากระนั้นเลย สอยกลับมา 2-3 เล่ม ส่วนภาษาพูด ก็ฟัง-พูดกันรู้เรื่อง แต่ถ้าไม่ชัวร์จริงๆ ถามย้ำไปดีกว่า ในเวียงจันทน์และหลวงพระบาง มีคนเวียดนามเข้ามาอาศัย ทำงานให้บริการอยู่บ้าง ถ้าเจอให้สื่อสารภาษาอังกฤษไปเลยไม่งั้นจะมึนกันไปใหญ่

5. ส่งไปรษณีย์ ถ้าในไทยส่ง Postcard ไปต่างประเทศติดแสตมป์ 15บาท ถ้าอยู่ในมาเลเซีย ส่ง Postcard ไปต่างประเทศติดแสตมป์ 0.50MYR แต่ถ้าเราอยู่ในลาว แล้วจะส่ง Postcard ไปต่างประเทศติดแสตมป์ 8,000กีบ ถ้าเทียบตามนี้ส่งที่ลาวแพงสุด ส่งที่มาเลย์ถูกสุด ส่วน Postcard ทั้งที่เวียงจันทน์และที่หลวงพระบางขายอยู่ที่ราคาใบละ 2,000กีบ ฮะ สำหรับ Postcard ทั้วๆ ไป ข้อสังเกตคือในที่ทำการไปรษณีย์ไทยกับที่ทำการไปรษณีย์มาเลย์ คนจะเยอะ มีคนรอคิวทำรายการยาวเลย แต่ที่เวียงจันทน์กับหลวงพระบาง ที่ทำการไปรษณีย์เค้าเงียบแฮะ ทั้งๆ ที่ในเมืองเวียงจันทน์น่าจะมีอยู่ที่ทำการฯ อยู่ที่เดียวคือที่ตลาดเช้า ที่ในเมืองหลวงพระบางก็เช่นกันคืออยู่ใกล้ๆ ตลาดเช้า ถามใครๆ เค้าก็บอกให้มาที่นี่ แต่พอมาที่นี่กลับเงียบเลย ส่วนตู้ไปรษณีย์ที่หลวงพระบางนี่ เราต้องขอบันทึกไว้นิดนึงเลย คือ เห็นตั้งกระจายๆ อยู่ริมถนนหลัก แต่พอถามคนพื้นที่ เค้าก็บอกว่าอยากไปหยอดจดหมายลงตู้นั้นนะ อ้าวเฮ้ย! เพราะไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่จะมาเปิดตู้เมื่อไหร่ (ที่ตู้ไปรษณีย์ก็ไม่มีเขียนเวลาไขตู้ไว้จริงด้วยแฮะ ทั้งๆ ที่ตู้ที่เวียงจันทน์มีระบุเวลานะ) คนเค้าแนะนำว่าให้เอาไปฝากร้านที่ขายไปรษณียบัตรให้นักท่องเที่ยวแทน ที่ร้านนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ไปรับทุกวัน อ้าว คือไรอ่ะ … สุดท้ายเลยตัดสินใจเอาไปหย่อนในช่องหย่อนจดหมายที่ที่ทำการไปรษณีย์เลย ก็ลองดูฟะ ส่วนตัวแล้วเรารู้สึกไปเองว่าการส่งไปรษณีย์ถือเป็น Infrastructure ที่สำคัญของเมืองนะ แม้ว่าเราจะมี iPhone, Sumsung, หรือ DHL ใช้ก็เหอะ มาดู Case Study ที่ไทยเลย เราส่งแหนมเนืองได้ด้้วยนาจา 

6. บริการซักผ้า เคล็ดอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราลดน้ำหนักกระเป๋าได้คือการลดปริมาณเสื้อผ้าที่ติดมา พาลูกมาเสื้อผ้าลูกอาจมีตามจำนวนวัน แต่ของพ่อต้องน้อยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อย ที่ทำได้คือเราสามารถซักระหว่างทางได้ หาบริการซักผ้าซึ่งเราซักเอาสะอาดอยู่แล้ว ไม่ต้องรีด … ที่เวียงจันทน์และที่หลวงพระบาง เค้ารับซักให้โดยชั่งเป็น kg ฮะ ถ้าที่เวียงจันทน์ก็คิดกิโลละหมื่นกีบ (40บาท) ที่หลวงพระบางราคา Double เป็นโลละสองหมื่น ส่งซักวันนี้พรุ่งนี้ได้สบายแฮ 

7. ว่าด้วย SIM โทรศัพท์ 3G เห็นๆ มีอยู่ 3 ค่าย แต่ตอนที่ลงรถทัวร์ ซื้อ SIM ที่สถานี คนขายเค้าแนะนำให้ซื้อของ Unitel ราคา SIM อันละ 100บาท มี Net พอใช้ได้ประมาณ 2 วัน แต่ตอนเปิด SIM มีความยุ่งยากนิดนึง ต้องให้ที่ร้านเค้า Register ให้ ถึงใช้ Net ได้ หลังจากนั้น บัตรเติมเงินก็หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปฮะ แต่ SIM จะหาซื้อยากหน่อย โดยเฉพาะในหลวงพระบาง ร้ายขาย SIM จะมากระจุกตัวอยู่ที่เดียวกันคือที่ Dara Market แม่ค้าเล่าว่าเพราะอีขั้นตอน Register นี่แหละ ทำให้ไม่สะดวก ร้านค้าทั่วๆ ไปเลยไม่ได้รับไปขาย แต่หมายเหตุคืออีตอน Register ก็ไม่ได้ต้องใช้ Passport หรือ ID อะไร ร้านที่ขาย SIM เค้าทำให้หมดเลย ไม่มี KYC ใดๆ อีกเช่นกัน สรุปคือ ถ้าใครอยากหลบเลี่ยงการทำ KYC คือไม่อยากแสดงตัวตน ลาวก็เป็นทางเลือกนะฮะ 

8. พิซซ่าเตาฟืนที่เวียงจันทน์นี่เราแนะนำเลย มีอยู่หลายร้านหาไม่ยาก ถาดหนึ่ง 60-80กีบ (แบ่งได้ 8 ชิ้น) ทำกันสดๆ เผากันเห็นๆ เผาจริงไม่เผาหลอก ใช้ดุ้นพื้นเผาเลย อร่อย เครื่องเต็ม ราคานี้ถูกกว่าเมืองไทยมาก แต่พอจากเวียงจันทน์มาที่หลวงพระบาง ก็จะเป็นครัวซองค์ มีทั้งมีไส้ไม่มีไส้ อร่อยไม่แพง 
ก็ยังมีอีกหลายสิ่ง แต่เอาแค่นี้ก่อนละกัน มันเริ่มยาวมากแล้วววว 

9. แวะมาเติมอีกข้อคือ ที่หลวงพระบางเนี่ย ถ้าทำ  iPhone 5S หายแล้ว จะไม่ได้คืนนะ จริงๆ นะ อันนี้ก็ลองแล้วกับตัวเองเหมือนกัน (T_T) 

EOY2016 Trip – เวียงจันทน์ (Vientiane) 

#เวียงจันทน์ เมืองหลวงของประเทศลาว มีพื้นที่ประมาณ 4,000 ตารางกิโลเมตร มีจำนวนประชากรราว 8แสนคน 

หลังจากพระเจ้าฟ้างุ้ม ตั้งอาณาจักรล้านช้าง อีกประมาณ 200ปีถัดมา พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้ทรงย้ายราชธานี จากหลวงพระบางมาอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์นี้ เพื่อเลี่ยงจากการถูกโจมตีโดยทัพพม่าของพระเจ้าบุเรงนอง โดยราชธานีใหม่นี้ตั้งชื่อว่า “กรุงศรีสัตนาคะนะหุตล้านช้างร่มขาวเวียงจันทน์” 

โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชยังได้ทรงสร้างสัมพันธไมตรีกับพระมหาจักรพรรดิ (พระเจ้าช้างเผือกหรือพระเทียรราชา พระอัยกาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) แห่งกรุงศรีอยุธยาและได้มีการก่อสร้างพระธาตุศรีสองรักไว้เป็นสักขีพยานเป็นที่ระลึกในการทำไมตรีต่อกัน ณ กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นรอยต่อของทั้งสองราชอาณาจักร (ปัจจุบันคือ อ.ด่านซ้าย จ.เลย)

ล้านช้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มีความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาเป็นอันมาก พระองค์ยังได้ทรงสร้าง #วัดพระธาตุหลวง และ #วัดหอแก้ว เพื่อประดิษฐานพระแก้วมรกต ในเมืองเวียงจันทน์นี้ 

ปัจจุบันได้มีการสร้างพระบรมรูปของพระองค์ท่านไว้ที่วัดพระธาตุหลวง (Pha That Luang) ในเวียงจันทน์ แห่งนี้ 

และวัดหอแก้ว ปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิทธภัณฑ์หอพระแก้ว (Hor Phra Keo) 

ส่วนองค์พระแก้วมรกตนั้น ปัจจุบันได้มาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ แล้ว 

หลังจากนั้น ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี ล้านช้างได้เข้ามารุกรานอาณาเขตอาณาจักรของกรุงธนบุรีบ่อยครั้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงได้ให้พระยามหากษัตริย์ศึก (ร.1) และพระยาสุรสีห์ยกทัพขึ้นไปตีกรุงเวียงจันทน์ และตีได้สำเร็จ ล้านช้างจึงกลายเป็นอาณาจักรในปกครองของสยามนับแต่นั้น 

เมื่อล่วงมาจนถึงในรัชสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3 กรุงรัตนโกสินทร์) #เจ้าอนุวงศ์ แห่งล้านช้างเวียงจันทน์ทรงเห็นว่า มีข่าวว่าอังกฤษจะยกกองทัพเรือมายึดกรุงเทพฯ และหากเวียงจันทน์จับมือเข้าร่วมกับญวณฝ่ายไทยจะเกรงใจเพราะกลัวศึกหลายด้าน ทั้งอังกฤษ พม่า และเวียงจันทน์ จึงได้ทรงรวบรวมกำลังกองทัพเข้าตีสยามเพื่อกู้อิสรภาพให้กับล้านช้าง 

กองทัพแรกของล้านช้างโดยทัพเจ้าเมืองจำปาสักเข้าตีเมืองอุบลฯ กองที่สองพระอุปราชเข้าตีเมืองร้อยเอ็ด และกองที่สามเจ้าอนุวงศ์เองเข้าตีเมืองนครราชสีมา 

เจ้าอนุวงศ์จึงได้รับการยกย่องเป็นวีรกษัตริย์ของเวียงจันทน์ในความพยายามกอบกู้เอกราช โดยปัจจุบันได้มีอนุเสาวรีย์ของพระองค์ตั้งอยู่ในสวนอนุวงศ์ ริมแม่น้ำโขงในเมืองเวียงจันทน์ 

เจ้าอนุวงศ์ทรงยกทัพเข้ามาตีสยาม โดยใช้อุบายการให้ข่าวว่า สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ทางเวียงจันทน์ยกกองทัพเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อช่วยรบกับอังกฤษที่จะส่งกองทัพเรือเข้ามา จึงสามารถยกกองทัพเวียงจันทน์ล่วงเข้ามาได้จนถึงเมืองนครราชสีมา และด้วยเหตุที่พระยาปลัดเจ้าเมืองไม่อยู่ว่าราชการ ทัพของเจ้าอนุวงศ์จึงเข้ายึดเมือง ซึ่งในครั้งนี้ คุณหญิงโม ภรรยาของพระยาปลัดก็ได้ถูกคุมตัวด้วย 

คุณหญิงโมได้ออกอุบายมอมเหล้าทหารเวียงจันทน์ และรวบรวมกำลังชาวเมืองนครราชสีมาเข้ารบจนกองทัพเวียงจันทน์แตก และกองทัพสยามได้ตามไล่ตีต่อจนกระทั่งสามารถเข้าตีได้เมืองเวียงจันทน์ ผลจากเหตุการณ์นี้ คุณหญิงโมได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นท้าวสุรนารี (ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์ย่าโมอยู่ที่เมืองนครราชสีมา) 

ล้านช้างจึงยังคงอยู่ในการปกครองของสยาม 

ส่วนเมืองเวียงจันทน์นั้น ก็ถูกกองทัพจากสยามเข้าทำลายเมือง จนเกือบจะเป็นเมืองร้าง (บางตำราว่าคล้ายกับตอนที่พม่ามาเผาทำลายกรุงศรีอยุธยา) 

มีวัดของของอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์เพียงวัดเดียวที่หลงเหลือจากการทำลายของสยามคือวัดศรีษะเกษ ในเวียงจันทร์นี้เอง 

จนในที่สุด สยามได้เสียดินแดนเวียงจันทน์ หลวงพระบาง และจำปาสัก ให้กับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสจึงได้ฟื้นฟูเมืองเวียงจันทน์กลับขึ้นมาเป็นเมืองหลวงอีกครั้ง จนกระทั่งลาวได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส และมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น สปป.ลาว เช่นในปัจจุบัน 

ดังนั้นสภาพของพระธาตุหลวง และหอพระแก้ว ในปัจจุบัน เกิดจากการบูรณะในภายหลัง จากที่สภาพเดิมที่ถูกทำลายไปในสมัยที่กองทัพจากกรุงรัตนโกสินทร์ นั่นเอง

EOY2016 Trip – ความหลากหลายกับความเฉพาะของถนนคนเดิน

​ถนนคนเดินแต่ละจังหวัด อาจดูค่อนข้างน่าเบื่อ 

เวลานี้ มีกันทุกๆ จังหวัด เป็นความพยายามที่คนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนั้นๆ พยายามจะขวนขวายหาเอาสินค้าออกมาแห่ขายให้กับนักท่องเที่ยว 

และแม้ว่าเราจะเคยเขียนถึงถนนคนเดินปาย ในความที่มันแอบทำลายความเป็นท้องถิ่นของเมือง แต่มันคงเลี่ยงไม่ได้ ที่สุดแล้วมันก็คือวิวัฒนาการของเมืองในการปรับตัวเข้ารับรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นเรื่องธรรมดา การเปลี่ยนแปลงคือปกติ 
อย่างไรก็ดี ถนนคนเดินในแต่ละที่ย่อมมีเอกลักษณ์บางอย่าง วัวลายและท่าแพที่เชียงใหม่ ตรอกโรงยาที่อุทัยฯ หล่มสักที่เพชรบูรณ์ ถนนชายโขงที่เชียงคาน ตัวเมืองปาย รอบหนองจองคำแม่ฮ่องสอน ริมโขงที่หนองคาย ริมโขงที่เวียงจันทน์  หรือกระทั่ง Night Market ในกัวลาลัมเปอร์ต่างมีเอกลักษณ์ของตน แม้สรรพสินค้าที่เรียงรายอาจคล้ายกันบ้างบางอย่างหรือส่วนใหญ่ แต่บรรยากาศ ทำเล ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ผู้คน ภาษาถิ่น เหล่านั้นทำให้เกิดความเฉพาะบางอย่าง (ซึ่งเมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วความเห็นเราว่าปายดูด้อยสุด อาจเพราะความพยายามจะดึงดูดฝรั่ง) 

ความเฉพาะนี้ ทำเราชอบไปเดินเมื่อเราไปถึงในจังหวัดนั้นๆ แน่นอนแม่ลูกย่อมสนุกกับการช็อป แต่ที่พิเศษกว่า ถึงความเฉพาะของถนนคนเดินในแต่ละที่นั้น 

ความเฉพาะนี้คือความหลากหลาย 

ความหลากหลายนี้คือความสมบูรณ์ การดูดซับความเฉพาะของแต่ละที่ มีส่วนช่วยเราเห็นและยอมรับความหลากหลายนี้ 
บันทึกต่อไว้อีกนิดนึง ที่ถนนคนเดินริมโขงที่หนองคายนี้ ดูจะมีของเล่นขายเยอะมากกว่าที่อื่น 

เด็กๆ ตื่นตาตื่นใจน่าดูเลย 

EOY2016 Trip – ข้ามฝั่งมาเวียงจันทน์ทางบก และการใช้เงินกีบ

ข้ามโขงมาเวียงจันทน์มาทางบกครับ

ที่ขนส่งหนองคาย รอบเช้า มีรถทัวร์วิ่งข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาว 7:30, 9:30, … ได้ตั๋วมารอบ 7:30 ระยะทางเดินทางจริงๆ นั้นไม่มาก แต่เราต้องใช้เวลากับพิธีการ Immigration ฝั่งไทยและฝั่งลาวพอสมควร กว่าจะมาทิ้งตัวลงที่ Bus Terminal เวียงจันทน์ จาก 7 โมงครึ่งเช้า ก็ล่วงไปเป็น 11โมงแล้ว 

รถทัวร์ประมาณ ปอ.2 

ถึงจะล็อคที่นั่งตามหน้าตั๋ว แต่ก็มีคนยืนด้วย เจ้าหน้าที่ประจำรถก็ทำเอาเราจิตตก บอกว่าให้ผู้โดยสารดูแลที่นั่งของตัวด้วยนะครับ เพราะระหว่างลงไปทำเรื่อง Immigration แล้วกลับขึ้นมานั่งรถ มักจะมีคนลาวมาแย่งนั่งที่นั่งของผู้โดยสาร ถ้ามากันสองผัวเมียก็ไม่เท่าไหร่ นี้หอบอุ้มลิงมาด้วยอีก 2 ตัว จิตตกกลัวจะเสียที่นั่งไป แล้วลูกต้องยืนตลอดทาง หรือต้องแยกไม่ได้นั่งด้วยกัน ทั้งรีบและทั้งระแวดระวัง เป็นการผ่านด่าน Immigration ออก-เข้าเมืองที่เครียดมาก 

แต่ใจก็นึกว่า จริงๆ ที่มาแย่งที่นั่งนี้ จะเป็นคนไทยหรือคนลาวก็พอกันแหละ การระบุว่าคนลาวชอบมาแย่งที่นั่งดูออกจะไม่แฟร์กับคนเขา จริงแล้วก็ไม่มีใครอยากยืนตลอดทางหรอก ระหว่างต่อแถวที่ด่านก็โดนเข้าเลย แล้วนางก็ถือ  Passport ไทยนี่แหละ ไม่ใช่ใครที่ไหน ก้มหน้าลงมาคุยกับลูก เงยหน้าขึ้นมา อ้าวใครวะ มาแทรกยืนเข้าแถวหน้าเรา ตีเนียนเบียดเข้ามาเลย โอเค อยากได้ขนาดนั้น ก็เอาไป แต่ความเครียดมันไปก่อตัวสะสมอยู่ที่ความเก้าอี้ดนตรีบนรถนั่นแหละ ตรงนี้เองที่ทำให้การมาด้วยกันหลายคนช่วยได้มาก แบ่งหน้าที่กัน คนนึงเข้าคิวด่าน อีกคนวิ่งไปจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านด่าน ใครเสร็จก่อนก็รีบกลับขึ้นรถไปก่อน 

ความเครียดนี้เองที่ให้เกิความรีบจนไม่ได้แลกเงินกีบที่ด่าน (มาพบเอาทีหลังว่าตรงนั้น ได้ Rate ดีกว่าในเมือง) เลยไม่มีกีบติดตัว แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไรเพราะใช้เงินบาทได้ 

ลงรถที่สถานีขนส่งเวียงจันทน์ ก็มีขาย Sim โทรศัพท์มือถือเลย ควักเงินบาทซื้อ Sim ไป อันละ 100THB จากนั้นก็มาเล่นเกมเอาตัวรอดกะบรรดาสามล้อต่อ แล้วก็เสียทีให้กับสามล้อไป แม้ว่าจะเลือกและต่อราคาแล้ว แต่ความที่ดันงงกะชีวิตและราคาหลักหมื่นประกอบกับไม่มีเงินกีบติดตัว ค่าสามล้อจากขนส่งถึงโรงแรมระยะทางประมาณกิโล โดนไปอีก 300บาท ต่อมาก็ค่าอาหารเที่ยงที่รอบโรงแรมราคา 90,000กีบ ก็ควักแบงค์พันบาทจ่ายไป เค้าก็ทอนมาให้ 140,000กีบ ก็ยังงงๆ อีก รับเงินทอนกันไป 

มาตั้งสติอีกที เรื่องค่าเงิน มันมีลอจิคประมาณๆ นี้ 

 เงิน 1,000กีบ เท่ากับ 4บาท แล้วคนลาวมักจะบอกราคาในหน่วยพันกีบ ดังนั้นตั้งสูตรคูณแม่สี่ไว้ในใจให้คล่องๆ เลย 90,000กีบ เค้าบอกเราว่า 90พัน เราก็ผุดเลขในใจเลยว่า 90×4= 360บาท จ่ายเงินบาทพันนึง ทอน 640บาท ทดต่อ 1,000÷4= 250พันกีบ ต้องทอนเรา 250-90 = 160พันกีบสินะ อ้าวเฮ้ย! ทอนกลับมา 140พัน อีก 20,000กีบนั่นคือ Exchange Fee สินะ -_-”

แล้วมันจะงงเข้าไปอีกคือ 140,000กีบ เค้าจะไม่เรียกว่า 140พัน พอเราพูดไปว่า “หนึ่งร้อยสี่สิบพัน” คนเวียงจันทน์เค้าจะเถียงเลยว่า “บ่” ไม่ใช่ 140พันนะ มันคือ “หนึ่งแสนสี่สิบพันตะหากตะเอง” เอาเข้าไปอีก! 

บางทีมันก็มี “ซาวสามพันด้วย” กว่าจะตั้งสติได้ อ้อ! มันคือ สองหมื่นสามพันกีบนี่เอง 555 มันส์ดีนะ (คิดซิๆ กี่บาทไทยฮะ?) 

จริงๆ แล้ว เราคิดว่ากรณีที่จ่ายเป็นเงินบาทแล้วโดนราคาที่แพงกว่า หรือทอนมาให้น้อยกว่าที่คิดไว้ ก็ไม่ใช่เพราะว่าเค้าจะโกงอะไรหรอก แต่ความที่หน่วยเค้าเป็นหลักพันกีบเท่ากับเงินหลักหน่วยในสกุลเงินบาทของเรา เงินเค้าจึงสามารถมีหน่วยละเอียดได้มากกว่าเราหน่อยนึง พอแปลงมาบาทก็ต้องมีการปัดเป็นเลขถ้วนๆ ในหลักร้อยบาท และตามปกติก็ย่อมปัดเศษด้วยการปัดขึ้น ของราคาตั้งแต่ 18พัน-25พัน ก็จะถูกตีเป็นเงินไทย 100บาททั้งหมด 

พอคิดได้ดังนั้น อีคราวนี้ก็แจ้นไปหาแลกกีบไว้ติดตัวเลยจ้า ควักเอาเงินเหรียญ 100USD มาแลก ได้เงินกีบมา แปดแสนสิบพันกับห้าร้อยกีบ 

บอกแล้วว่าสนุก 

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่ว่าพ่อค้าแม่ค้าบอกราคามาว่ากี่บาทๆ ก็แล้วแต่ ให้ถามกลับไปเลยว่ามันคือกี่พันกีบ แล้วควักจ่ายไปเป็นเงินกีบไปรัวๆ 

EOY2016 Trip วันที่1 – หนองคาย

เราตัดสินใจกันว่า จะออกเดินทางมาอีสาน โดยเลือกที่หมายแรกคือจังหวัดหนองคาย จังหวัดชายแดนริมแม่น้ำโขง 

เราตัดสินใจที่จะเดินทางในครั้งนี้โดยทางบก แต่ไม่ขับรถมาเอง พ่อ-แม่-ลูก-ลูก สะพายเป้ขึ้นหลัง แล้วมาขึ้นรถโดยสาร 

เมื่อคืนก่อน เรามาเตรียมตัวกันที่สถานี ตั้งแต่สองทุ่ม เพื่อรอรถออกประมาณเกือบๆ ห้าทุ่ม 

แน่นอน มันไม่สบาย มันต้องมารอ และมันอาจไม่ส่วนตัวเท่าไรนัก แต่มันคือการได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน เรารอรถด้วยกัน เราขนกระเป๋าด้วยกัน เราขึ้นรถด้วยกัน เราออกเดินทางด้วยกัน และเราแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ 

การใช้เวลาด้วยกัน มันคือเวลาคุณภาพของครอบครัว 

ดีบ้าง ร้ายบ้าง ที่เราพบเจอด้วยกัน เจอพร้อมกัน คือประสบการณ์ชนิดพิเศษ ยิ่งเราได้เลือกออกนอกความคุ้นเคยด้วยการเปลี่ยนแปลงการเดินทางด้วยรถส่วนตัว เป็นการเดินทางด้วยรถร่วมกันผู้อื่น เด็กๆ ต้องเรียนรู้ที่จะต้องอดทน อดทนกับความไม่สบายกาย อดทนต่อการรอคอย และอดทนต่อการอยู่ร่วมกัน 

ในกาละเวลานี้ ความอดทน และการรู้จักการรอคอย เป็นทักษะที่หายากเสียยิ่งกว่าทักษะการใช้ Computer หรือทักษะทางภาษาอังกฤษ เสียอีก 

เรามาถึงหนองคาย เช้าวันที่ 24/12/2016 เป็น Christmas Eve พอดี แต่หนองคายก็ดูมิได้ใส่ใจกับเทศกาลในวันนี้วันพรุ่งนี้เลย แม้แต่น้อย 

ถึงตัวเมืองหนองคายเช้า 8 โมงครึ่ง เร็วเกินกว่าจะ Check-In  เข้าโรงแรม ได้แต่เพียงนำกระเป๋ามาฝากไว้ จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของสองขาของแต่ละคน จะออกก้าวเดินไปยังที่หมายต่างๆ 

ที่หมายแรกคืออาหารเช้าริมแม่น้ำโขง แล้วก็มุ่งก้าวเดินไปที่หมายต่อไป คือ #วัดโพธ์ชัย (หลวงพ่อพระใส) พระอารามหลวงของเมือง #หนองคาย

หลังไหว้พระเสร็จแล้ว เราก็ยังมีเวลาเหลือ 

คำว่ามีเวลาเหลือ มันคือคำทรงคุณค่า เราเคยนับดูไหม ว่าที่เราบอกว่ามีเวลาเหลือ เราพูดได้บ่อยได้กี่มากน้อย 

เมื่อมีเวลาเหลือ ไยเราจึงต้องฆ่าเวลาทิ้ง เราปฏิเสธการฆ่าเวลา! เราเลือกจะอยู่กับเวลา เราค่อยๆ เดินกลับมาริมน้ำโขงอีกครั้ง แล้วนั่งลงจิบกาแฟ ชมแม่น้ำ ใครไคร่เดินเล่นก็เดิน ใครไคร่นั่งก็นั่ง ใครไคร่เขียนก็ลงมือเขียน เพราะเราไม่ได้ฆ่าเวลา แต่เราอยู่กับเวลา เวลาที่เรามีเหลือ 

นอกจากนี้ ยังได้มีจังหวะเวลา เขียนโปสการ์ดถึง เขียนถึงตัวเองบ้าง เขียนถึงคนที่เรานึกถึงบ้าง คนสำคัญที่เราคิดถึง เมื่อเรายังมีความคิดถึง ความรักก็ยังอยู่รอบๆ ตัวเรา 

ชีวิตที่ยังได้เดินด้วยขา สะพายเป้ด้วยบ่า บันทึกด้วยการเขียน และฝากไปรษณีย์ส่งความคิดถึง

ระหว่างเดินทางนั้น มีความเสียหายเกิดขึ้นบ้าง เกิดรอยขูดขีดบนหน้าปัดนาฬิกา เกิดรอยถลอกบนหนังรองเท้าคู่ใหม่ เป้ใบโปรดเริ่มปริ ยังถึงกับเริ่มฉีกขาด แสตมป์เริ่มถูกใช้หมดไป หน้ากระดาษบันทึกปรากฏรอยปากกาจนเต็ม ปากกาที่ติดตัวพร่องหมึกไปเรื่อยๆ แต่เราก็ทึกทักเอาไว้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประสบการณ์ ความทรงจำ และจิตสำนึก ที่พอกพูน 

แม่น้ำโขงยังคงไหลต่อเนื่อง เวลาก็เช่นกัน ตัวเราเติบโตขึ้นบ้างไหม?